Archive

Write

Thai Naris_Poster 090714

Poster of Workshop by Santi Lawrachawee
Assembling the Components of Thai Naris Handwriting Script
at GRANSHAN Conference 2014, Munich, Germany
Design Director: Santi Lawrachawee
Designer: Nattapol Rojjanarattanangkool & Nuttapong Daovichitr

แบบไทยนริศ : บนสู่ล่าง แคบสู่กว้าง
สันติ ลอรัชวี

แบบเขียนตัวอักษรไทยรูปแบบสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ ที่เรียกสั้นๆ กันว่า “แบบไทยนริศ*” คือลักษณะตัวอักษรที่สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (1863-1947) เป็นผู้คิดค้นรูปแบบขึ้น ซึ่งเขียนด้วยปากกาปากแบบหรือพู่กันปากแบน จะเห็นได้จากผลงานการออกแบบหัวปกหนังสือ ตาลปัตรพัดรอง ของพระองค์ เป็นแบบเขียนที่นิยมกันมากจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะงานที่ยังต้องใช้การเขียนด้วยมือโดยไม่ต้องร่างก่อน เช่น ในใบประกาศนียบัตรหรือใบอนุโมทนาบัตรทางศาสนา ป้ายประกาศในเทศกาลและพิธีกรรมท้องถิ่น รวมถึงพบกันมากในป้ายตัวหนังสือไม้ไปจนถึงตัวอักษรอคริลิค การเขียนในรูปแบบนี้คล้ายการนำริบบิ้นมาพับ จนมีการเรียกว่า “ตัวริบบิ้น” ทั้งๆ ที่การเขียนจะมีลักษณะการลากเส้นทีละเส้นต่อกันจนเป็นตัวอักษร ซึ่งทำให้แบบไทยนริศมีระบบในการเขียนที่สามารถเผยแพร่และทำซ้ำได้ไม่ยาก โดยจะเขียนด้วยอุปกรณ์ปากแบนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญในความแพร่หลายเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา และถูกถ่ายทอดจากช่างฝีมือจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้มีการดัดแปลงและพัฒนารูปแบบออกไปมากมายตามช่างเขียนรุ่นหลัง มีการเพิ่มรายละเอียดในส่วนหัวหรือหางของตัวอักษรให้วิจิตรขึ้นบ้าง มีการปรับสัดส่วนให้ผอมสูงหรืออ้วนหนาตามพื้นที่การใช้งานบ้าง เป็นต้น ดังจะเห็นได้จากการสำรวจหนังสือในยุคต่างๆ หลังจากนั้น และจากหนังสือรวบรวมแบบตัวอักษรประดิษฐ์การครูช่างยุคต่อมา รวมถึงตัวอักษรแกะสลักในสถานที่ราชการหลายแห่ง และป้ายชื่อห้างร้าน สถานที่ ในย่านเก่าแก่ต่างๆ จนมีการนำไปพัฒนาเป็นฟอนต์อีกหลายรูปแบบสำหรับใช้ในคอมพิวเตอร์อีกด้วย

มีข้อสังเกตว่า แม้แบบไทยนริศ จะถูกคิดค้นและพัฒนาโดยเจ้านายเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง โดยแรกเริ่มการใช้ตัวอักษรก็จะเกิดจากงานที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ศาสนพิธี และภารกิจราชการที่สำคัญ แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือโครงสร้างการออกแบบของตัวอักษรไทยนริศมีกระบวนการประดิษฐ์ตัวอักษรแต่ละตัวโดยการประกอบสร้างอย่างเป็นระบบ มีลำดับและทิศทางในการลากเส้นที่ชัดเจน จนทำให้เกิดมาตรฐานทางการผลิต (ด้วยมือ) กว่าแบบตัวอักษรอื่นๆ ในยุคสมัยเดียวกัน ระบบการประดิษฐ์ดังกล่าวทำให้กระบวนการการถ่ายทอดทักษะการเขียนเป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่การเขียนตัวอักษรประเภทนี้จะเป็นที่นิยมและแพร่หลายในที่สุด

จากฝีพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ก็ได้ถ่ายเทมาสู่ช่างฝีมือ และมาสู่คนสามัญทั่วไป
จากการรับใช้ภารกิจของราชสำนัก ก็ได้ถ่ายเทมาสู่วัด บริษัทห้างร้าน และหาบเร่แผงลอย
จากหัวคอแร้ง ก็มาสู่พู่กันปากแบน ตัวพิมพ์ไม้ ปากกาเมจิค ตัวขูด และตัวหนังสือดิจิตอลในที่สุด

จึงอาจคิดต่อได้ว่า “ตัวหนังสือแบบไทยนริศ” อาจเป็นแบบตัวหนังสือตัวแรกและตัวเดียวที่มีเส้นทางการรับใช้ประชาชนคนไทยมาร่วม 130 ปี ตั้งแต่สถานะบนสุดจนล่างสุด ทำหน้าที่บันทึกและเป็นตัวแทนของเรื่องสำคัญระดับราชสำนักมาจนระดับป้ายราคาแผงผลไม้ ซึ่งเส้นทางดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่น่าสำรวจและเรียบเรียงขั้นมา เพราะแบบตัวหนังสือหนึ่งตัว ไม่ใช่แค่แบบตัวหนังสือหนึ่งตัว หากแต่มีเรื่องราวทางสังคม การเมือง วิถีชีวิต ประกอบและแวดล้อมการเดินทางเหล่านั้นมากมายเลยทีเดียว

ไม่นานมานี้… ผมได้รับรางวัลที่สำคัญของชีวิตการเป็นนักออกแบบ
อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นรางวัลจากรายการประกวดหรือแข่งขันใด
หากแต่เริ่มต้นด้วยการรับโทรศัพท์จากคุณแจง เต็มศิริ คูสุโรจน์ แห่ง Propaganda
ใจความว่าพี่แก่ สาธิต กาลวันตวานิช อยากขอนัดเข้ามาพบ โดยแจ้งเบื้องต้นเพียงว่าอยากเข้ามาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับงานโครงการหนึ่ง
แน่นอนว่า…ผมตอบรับในทันที

ย้อนกลับไป…นอกจากชื่นชมพี่สาธิตผ่านผลงานของสามหน่อ บริษัทกราฟิกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในช่วงเวลาต้นปี พ.ศ. 2530 แล้ว ภายหลังผมยังมาสนใจสามหน่อมากขึ้นในฐานะสตูดิโอออกแบบกราฟิกรุ่นบุกเบิก ที่ทำให้งานออกแบบกราฟิกมีที่ทางของตัวเอง แยกตัวออกจากบริษัทโฆษณาออกมาได้อย่างชัดเจน ผมเริ่มค้นคว้าและประกอบข้อมูลถึงความเป็นมาของพี่สาธิตและบุคลากรสำคัญมากมายเพื่อเห็นภาพทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของอุตสาหกรรมการออกแบบกราฟิกไทย Read More

Photoset processed by Kwanchai

ตีพิมพ์ในนิตยสาร art4d
โดย สันติ ลอรัชวี
Photos by Kwanchai Akkaratammagul and Nattapong Daovichitr
Images courtesy of Santi Lawrachawee. All right reserved.

การเดินทางมักมีเรื่องราวให้เราประทับใจแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง ความประทับใจนั้นไม่เคยจำกัดความสำคัญ เชื้อชาติ ขนาด หรือปูมหลังใดๆ

บางครั้งเพียงแค่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เรารู้สึกพิเศษกับผู้คนซักคน เหตุการณ์ธรรมดา หรือสถานที่เล็กๆ ซักแห่ง… 

ท่ามกลางใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีในโตเกียว อากาศแสนสบายสำหรับมนุษย์เขตร้อนชื้น ครั้งนี้…ผมและเพื่อนๆ ร่วมทางมีจุดมุ่งหมายหลากหลายทีเดียวในการเดินทางครั้งนี้ เราตั้งใจจะไปร้านอาหารและร้านขนมหลายร้าน ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ ชาวญี่ปุ่น การมาประชุมงานที่จะได้ร่วมทำ มาร่วมงานรับรางวัลผลงานออกแบบของบริษัท ช็อปปิ้ง ไปชมละครคาบูกิ ตีเบสบอลกับเครื่องขว้างลูกอัตโนมัติ จับตุ๊กตา และที่ขาดไม่ได้คือ การไปชมนิทรรศการต่างๆ ที่พิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่ โดยไฮไลท์ของทริปนี้ คือ Tokyo Designers Week และงานเทศกาลศิลปะ Yokohama Triennale สำหรับ 9 วัน ตารางทั้งหมดนี้ทำให้หมดเรี่ยวแรงเลยทีเดียว

ทุกครั้งที่เดินทาง ผมมักตั้งใจจะเขียนบันทึกถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบหรือศิลปะเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ในแต่ละวันที่มีโอกาสไปชมงานหรือพบเห็นอะไรที่คิดว่าเกี่ยวข้อง ก็จะพยายามจดบันทึก ถ่ายรูป เก็บสิ่งพิมพ์นิทรรศการ โดยตั้งใจว่าจะกลับมาเขียนบันทึกถึงมัน จนกระทั่งวันสุดท้ายของทริป ความตั้งใจของผมก็เปลี่ยนไป และสิ่งที่เรียบเรียงก็กลายมาเป็นข้อเขียนที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้…

เหตุก็คงมาจากร้านกาแฟร้านแรกที่มีโอกาสได้ไปนั่งดื่มในวันที่ 3 ของการเดินทาง…

Read More

ตีพิมพ์ในนิตยสาร art4d : 220, November 2014
โดย สันติ ลอรัชวี (Santi Lawrachawee)
Images courtesy of Santi Lawrachawee. All right reserved.

การเดินทางมักมีเรื่องราวให้เราประทับใจแตกต่างกันไปแต่ละครั้ง ความประทับใจนั้นไม่เคยจำกัดความสำคัญ เชื้อชาติ ขนาด หรือปูมหลังใดๆบางครั้งเพียงแค่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เรารู้สึกพิเศษกับผู้คนซักคน เหตุการณ์ธรรมดา หรือสถานที่เล็กๆ ซักแห่ง…

เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปร่วมบรรยายและเวิร์คช็อปที่งาน GRANSHAN Munich 2014 ที่ประเทศเยอรมนี เป็นงานสัมมนาเกี่ยวกับการออกแบบตัวหนังสือในกลุ่ม Non-Latin ซึ่งก็คือ ตัวหนังสือที่ไม่ได้มีที่มาจากตัวอักษรละตินอย่างตัวอักษรภาษาไทย ฮิบรู ญี่ปุ่น พม่า จีน ฯลฯ โดยวิทยากรที่มาบรรยายก็มาจากชาติต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับผม ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณมิสเตอร์ บอริส โกชาน (Boris Kochan) และทีมงานเป็นอย่างมากที่มอบโอกาสที่ล้ำค่านี้ให้ ผมแจ้งคุณอันย่า (Anja Kurz) ผู้ประสานงานโครงการนี้ไปแต่ต้นว่า ผมมีความตั้งใจจะเดินทางไปเบอร์ลินหลังจากเสร็จงานที่มิวนิค จึงอยากให้เธอช่วยเป็นธุระเรื่องการเดินทางและแนะนำที่พักในเบอร์ลินให้ ซึ่งเธอได้ตระเตรียมข้อมูลการเดินทางรวมถึงลิสต์โรงแรมในย่านที่เธอคิดว่าผมคงจะถูกใจ ซึ่งมันเป็นคนละย่านกับที่ผมลองหาอ่านคำแนะนำในเว็บบอร์ดยอดฮิตของไทย ผมเดินทางด้วยรถไฟ ICE (InterCityExpress) จากสถานีรถไฟมิวนิคไปยังเบอร์ลินร่วม 7 ชั่วโมง แล้วนั่งรถบัสสู่ถนน Rosa-Luxemburg เพื่อเช็คอินที่โรงแรม Lux 11 ซึ่งตั้งอยู่ในฝั่งเบอร์ลินตะวันออก ผมเลือกโรงแรมนี้เพราะไปอ่านเจอว่าโรงแรมนี้ตั้งอยู่ในย่าน Mitte หนึ่งในพื้นที่ที่มีชีวิตชีวามากที่สุดของเบอร์ลิน รายล้อมไปด้วยร้านกาแฟ ร้านอาหาร อาร์ตแกลเลอรี่ สตูดิโอออกแบบ และ คอนเซ็ปต์สโตร์มากมาย อีกทั้งโรงแรมนี้บูรณะและตกแต่งใหม่จากอาคารที่อยู่อาศัยในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่ต่อมากลายเป็นพื้นที่สำนักงานสำหรับ เค จี บี อีกด้วย ข้อมูลที่เต็มไปด้วยมายาคติเหล่านี้บวกกับราคาที่เทียบแล้วถูกกว่าโรงแรมอื่นๆ ที่อันย่าแนะนำมา ผมจึงเลือกพักที่นี่ แต่ใครจะรู้ว่าการมาพักที่นี่ทำให้ผมพบสถานที่ที่ผมประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งในเบอร์ลิน

Read More

สันติ ลอรัชวี
เรียบเรียงบางส่วนจาก Vignelli Canon – Vignelli Associates

ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นแนวทางในการเชื่อมโยงที่ดีของการออกแบบกับแนวคิดบางส่วนของสัญศาสตร์
Massimo Vignelli ได้กล่าวถึง Semantic, Syntactic และ Pragmatic ไว้อย่างเข้าใจได้ไม่ยากในหนังสือ Vignelli Canon

Read More

โดย สันติ ลอรัชวี

เคยมีบทสนทนาที่เล่าต่อกันมาในหมู่กราฟิกดีไซน์เนอร์ เป็นบทสนทนาระหว่างพ่อกับลูกที่เป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ เรื่องมีอยู่ว่าลูกชาย (หรือลูกสาวก็ได้แล้วแต่ผู้เล่า) เพิ่งเรียนจบและเริ่มงานกราฟิกดีไซน์ในเอเจนซี่แห่งหนึ่ง เมื่องานออกแบบโปสเตอร์ชิ้นแรกที่ได้รับมอบหมายพิมพ์เสร็จออกมาสวยงามเรียบร้อย ลูกชายก็นำเอากลับบ้านไปอวดให้พ่อได้ชมผลงานจริงชิ้นแรกในชีวิตการทำงาน บทสนทนาดังกล่าวก็เริ่มต้นขึ้น… (บทสนทนานี้ก็ปรับเปลี่ยนตามสไตล์การเล่าของผู้เขียนเช่นกัน)

Read More

ตีพิมพ์ในนิตยสาร Computer Arts เดือนกันยายน 2553

มกราคม 2553…
ในที่สุดสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ก็ได้นายกสมาคมฯ คนใหม่ที่ชื่อ โอภาส ลิมปิอังคนันต์ จากบริษัท ฟอนทอรี่ จำกัด
คุณโอภาสหรือที่ผมเรียกตามคุณสยาม อัตตริยะ ว่า “คุณฉี” ได้ทาบทามและรวบรวมผู้คนในวงการออกแบบกราฟิกและที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดตั้งคณะทำงานชุดใหม่เพื่อให้ไทยก้าได้เริ่มต้นก่อรูปก่อร่างอย่างจริงจัง วันนี้คณะทำงานมีบุคคลมากหน้าหลายตาขึ้น ภายใต้จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและส่งเสริมกิจกรรมที่ทำให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพการออกแบบกราฟิก ทำให้เกิดการยอมรับ สร้างชุดความรู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ

งานต่างๆ ในช่วงต้นเป็นงานที่นับเป็นของแสลงต่อนักออกแบบหลายคนรวมทั้งตัวผมเองด้วย นั่นคืองานเอกสาร การปรับข้อบังคับ จดทะเบียนรายชื่อกรรมการกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสมาคมฯ คุณโอภาสกลับดำเนินสิ่งเหล่านี้ได้อย่างแข็งขันและดูเป็นเรื่องง่ายสำหรับนายกคนใหม่ ไม่กี่เดือนผ่านไปของแสลงเหล่านี้ก็ถูกจัดการจนเรียบร้อย เบื้องต้นพวกเราพยายามจะสร้างบรรยากาศในวิชาชีพ ด้วยการสร้างกิจกรรมที่ตอบสนองจุดมุ่งหมายหลายๆ ด้านที่กล่าวมาในเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่อีกหลายๆ เรื่องที่น่าจะทำควบคู่ไปกับกิจกรรมทั้งหลาย

แรกเริ่มมีแผนการเตรียมโครงการ 3 โครงการในปลายปีนี้ เช่น “โครงการกราฟิก ดี100” ที่จะรวบรวมผลงานที่ดีเด่น 100 ชิ้นในแต่ละปี จัดเก็บเป็นฐานข้อมูลและเผยแพร่เป็นนิทรรศการและหนังสือรวบรวมผลงาน “โครงการ แอบบอก ออกแบบ” ที่ต้องการนำผลงานออกแบบกราฟิกเข้าไปแทรกอยู่ในพื้นที่สาธารณะต่างๆ ในลักษณะชักชวนให้เห็นบทบาทของมัน และ “โครงการฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย” ที่จะจัดเป็นปีที่ 2 แต่จะปรับเป็นลักษณะของงานประชุมทางความคิดเห็น ในหัวข้อ Somewhere Thai โดยแต่ละโครงการมีบริษัทออกแบบ 3 แห่ง ต่างเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการโดยจัดทีมงานกันตามอิสระ แต่เวลาและเงินทุนยังเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคณะทำงานชุดนี้เช่นกัน …
แม้ว่าแต่ละโครงการจะเริ่มหาสถานที่จัดงานได้ และเริ่มมีทุนสนับสนุนบางส่วน แต่ก็ยังอีกไกลจากงบประมาณที่ประเมินกันไว้…

พฤษภาคม 2553
หลังเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น คณะทำงานได้หารือและทบทวนกิจกรรมต่างๆ ที่ไทยก้ากำลังเตรียมงานกันอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นหมอง เราหลายคนคิดตรงกันว่าเราอยากทำอะไรซักอย่างต่อส่วนรวม ด้วยสิ่งที่เราพอทำได้ ส่วนรวมที่หมายถึงใครก็ได้ที่ต้องการความร่วมมือจากเรา มองเห็นว่างานออกแบบกราฟิกสามารถเข้าไปช่วยเหลืออะไรซักอย่างได้…

สัญลักษณ์ของโครงการ GRAFIX ออกแบบโดย Concious (2553)

Read More

%d bloggers like this: