สื่อผสมผมผสมสื่อ

เรียบเรียงและดัดแปลงจาก
การบรรยายในโครงการสัมนาวิชาการสู่ชุมชน สะบัด รัด ฟัด เหวี่ยง
ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 5 สิงหาคม 2555
และการบรรยายในนิทรรศการ GRAPHIC WEST 5
ณ ddd Gallery โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

ผมเป็นนักออกแบบกราฟิก โดยภาพรวมของนักออกแบบกราฟิกคนหนึ่ง ที่ทำงานมาประมาณสัก 18-19 ปีแล้ว น่าจะผ่านงานมาเกือบทุกประเภท ตั้งแต่ออกแบบนามบัตร โลโก้ โปสเตอร์ โบรชัวร์ ใบปลิวขายสินค้า หรือมีโอกาสทำอะไรก็ตามที่นักออกแบบกราฟิกคนหนึ่งพึงจะสามารถทำได้ ตั้งแต่ตอนที่เราเรียนอยู่ เราก็ไม่รู้หรอกว่าจะได้ทำอะไรบ้าง  เริ่มรู้จักสื่อที่เป็นแบบแผนของนักออกแบบกราฟิกที่อาจารย์สอน แต่ขณะเดียวกันระหว่างที่ทำงานมันก็มีการปรับตัวเองและก็มองกลับ มันขยับไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ มีคนหลายคนถามว่านักออกแบบกราฟิกคือใคร?  ผมก็มักจะตอบว่า ผมก็เรียนรู้อยู่เหมือนกันนะว่ามันคืออะไร ครั้งนี้ก็เลยกลับมามองงานที่ทำว่าตัวเองเห็นอะไรบ้างจากการทำงานที่ผ่านมา  ผมลองแยกมาเป็นประเด็นให้มันเป็นหัวเรื่อง ซึ่งจะลำดับเป็นเรื่องๆ ดังนี้

  1. เห็นการเดินทางผ่านกระดาษใบเล็กๆ เห็นว่าเราเคยเป็นอย่างไร
    เมื่อ พ.ศ. 2537 ผมเริ่มทำงานครั้งแรกในบริษัทออกแบบแห่งหนึ่ง และได้มีนามบัตรเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรก ซึ่งดีใจมาก ในฐานะที่คนเรียนมาแล้วจบแล้วมีงานทำ แล้วก็ได้เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ตามที่ตั้งใจไว้ในที่สุดจริงๆ แล้วนามบัตรใบแรกของผมเกิดขึ้นเมื่อตอนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยความที่ว่าอยากมีนามบัตรของวงดนตรีที่ตั้งกับเพื่อน ผมไปที่มาบุญครองแล้วก็ไปนั่งเลือกว่าจะเอาตัวหนังสือแบบไหนดี เอากระดาษแบบไหนดี พิมพ์แบบไหนดี สีไหนดี พิมพ์เสร็จก็เอามาแจกเพื่อนๆ ในวง ตอนนี้พยายามจะหานามบัตรใบนั้น แต่หาไม่เจอแล้ว ผมทำนามบัตรให้หลายคน หลายองค์กร  พอได้กลับมามองดูของตัวเอง มันก็ทำให้เห็นการเดินทางของผมเหมือนกันว่า ตั้งแต่ทำงานครั้งแรกๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน  มันสะท้อนสิ่งที่เราเป็นหรือสิ่งที่เราทำเหมือนกัน อย่างการกลับมานั่งดูนามบัตรใบแรกในฐานะที่เป็นพนักงาน และมันก็ทำให้เรามีความคิดเยอะหลายอย่างว่า เอ้ย! เราจะทำอย่างไรกับชีวิตเราต่อไป

    2 ปีต่อมา ผมก็เริ่มเบื่อกับความเป็นพนักงาน ผมร่วมเปิดบริษัทออกแบบกับเพื่อน ด้วยความหวังที่จะเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เราใฝ่ฝันได้มากขึ้น   เราอยากได้งานแบบที่เราชอบหรือฝันอยากจะทำ ตอนนั้นยุคนั้นก็มีกระแสงานออกแบบที่เรียกว่า vernacular เข้ามา และมีผลงานของพี่ๆ จากบริษัท “สามหน่อ” เป็นแรงบันดาลใจ  ก็อยากทำนามบัตรแบบพี่ๆ สามหน่อบ้าง และในที่สุดก็ได้ร่วมกันกับพี่และเพื่อนๆ ในบริษัทฯ ออกแบบนามบัตรแนวนั้นกันบ้าง ภายใต้ชื่อ ฟลายเดย์ (flyday) ซึ่งเป็นผลงานที่พวกเรารับอิทธิพลจากแนวทาง vernacular ที่กำลังนิยมอยู่ในช่วงเวลานั้น จากนั้นทำอยู่สองปีก็เรียนรู้ว่า ชีวิตจริงของคนเปิดสตูดิโอไม่ได้หอมหวานอย่างที่ฝันไว้ การที่คนอายุประมาณสัก 24-25  ปี ต้องมาเจรจากับลูกค้า เจรจากับบริษัทห้างร้านต่างๆ รวมถึงการติดต่อประสานงานกับโรงพิมพ์และผู้ผลิตอื่นๆ ก็พบว่าเราไม่ได้มีอำนาจต่อรองหรือมีความน่าเชื่อถือเลย มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เกิดคำถามในใจตั้งแต่ช่วงนั้นว่านักออกแบบอย่างเราจะต้องทำอย่างไรที่ทำให้ลูกค้าฟังและเชื่อถือเรามากขึ้น  ในการทำงานมันจะเป็นการตั้งแง่ตั้งงอนระหว่างนักออกแบบกับลูกค้ามาตลอด คุณไม่เข้าใจผม ผมไม่เข้าใจคุณ เหมือนอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำ และในที่สุดก็มักจะยอมเพราะเราต้องการงานและเงินนั่นเอง ตอนนั้นผมรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว เบื่อแล้วกับชีวิตนักออกแบบ มันดูยากและไกลจากสิ่งที่คาดหวังไว้ตอนเริ่มอาชีพ ทำให้หลังจากปิดบริษัทฯ แยกย้ายกับเพื่อนๆ หันใช้ชีวิตฟรีแลนซ์ที่แสนจะสบายและรายได้ดี แต่สุดท้ายก็เริ่มคิดได้และเริ่มมองหาแนวทางการทำงานใหม่ๆ และนำมาสู่การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในที่สุด

    นามบัตรใบต่อไป เกิดขึ้นเมื่อผมเริ่มเป็นอาจารย์ ยุคนั้นเริ่มมีโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตแล้ว ผมมีคิดว่าการให้นามบัตรมันก็ไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลอะไรมากเหมือนแต่ก่อน ถ้ามันสามารถบอกว่าเราชื่ออะไร นามสกุลอะไร เบอร์โทรศัพท์มือถือและอีเมล์แอดเดรส บอกแค่นี้ก็น่าจะพอ ทำแบบง่ายๆ ให้มันทำหน้าที่ได้ก็พอ (ถึงตอนนี้ ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองตอนนั้นเหมือนกันว่า จากคนที่ซีเรียสกับนามบัตรที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แฝงความคิด กลายมาเป็นคนที่คิดว่าแค่ให้มันทำหน้าที่ได้ก็พอ รูปแบบช่างมัน) นามบัตรใบนี้ผมใช้ตรายางปั๊มข้อมูลส่วนตัวบนกระดาษคราฟท์สีน้ำตาล ใช้เป็นนามบัตรตัวเองในช่วงเวลานั้น และปัญหาของนามบัตรใบนี้คือ ผมไปที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งเพื่อไปเช่าภาพถ่าย แล้วก็ให้นามบัตรไป แต่เจ้าหน้าที่ของสำนักพิมพ์นั้นเค้ายื่นนามบัตรผมคืนมา เค้าบอกว่า “มีนามบัตรจริงๆ ไหมคะ” จากเหตุการณ์นี้ ผมก็เริ่มเข้าใจว่า เออ…มันมีนามบัตรจริงๆ กับนามบัตรไม่จริงด้วยแฮะ…แสดงว่าไอ้นามบัตรที่ผมใช้นี้คนอื่นมองว่ามันเป็นนามบัตรไม่จริง …เค้าก็เลยไม่อยากจะติดต่อกับผมเท่าไหร่  มันน่าจะดูไม่น่าเชื่อถือ ผมยังเก็บนามบัตรใบนี้ไว้เป็นที่ระลึก เพราะมันทำให้เราเรียนรู้โลกของนามบัตรจริงๆ ว่ามันคืออะไร แล้วก็นามบัตรของเรามันไม่จริง มันเป็นจังหวะหนึ่งของชีวิตที่เราเรียนรู้เรื่องสื่อประเภทนี้ว่า กระดาษเล็กๆ หนึ่งใบสำหรับผู้รับมันเป็นอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องเล็ก

    หลังจากช่วงนั้น ผมและเพื่อนอาจารย์หลายๆ คน นอกจากสอนหนังสือแล้ว ก็ยังรับงานออกแบบจากลูกค้าด้วย ความจำเป็นในการใช้นามบัตรก็เลยมี 2 สถานะ ผมเสนอความคิดในการออกแบบนามบัตรให้กับเพื่อนๆ อาจารย์ว่า เราน่าจะทำนามบัตรที่มีสถานะอาจารย์กับนักออกแบบของแต่ละคนไว้ในแต่ละด้านของนามบัตร โดยผมอยากให้ด้านหนึ่งเป็นสีขาวและอีกด้านเป็นสีดำ และมีคู่คำตรงข้ามที่สะท้อนตัวตนบางอย่างของแต่ละคนพิมพ์ลงบนด้านขาวและดำ นามบัตรใบของผมใช้คำว่า bright side พิมพ์ไว้บนด้านสีขาวแสดงสถานะอาจารย์มหาวิทยาลัย และใช้คำว่า dark side บนด้านสีดำแสดงสถานะนักออกแบบกราฟิก มีเพื่อนอาจารย์หลายคนเอาด้วย และเป็นอีกครั้งที่ผมกลับมามีนามบัตรจริงๆ เหมือนคนอื่น

    สอนหนังสือได้ราว 2 ปี ก็เริ่มอยากกลับมาทำสตูดิโอออกแบบอีกครั้ง ความคิดเรื่องเคยมีคนเห็นว่านามบัตรของเรานั้นดูไม่จริงจังยังฝังใจอยู่ จึงตัดสินใจที่จะออกแบบมันให้ออกมาพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อเราต้องมอบมันให้กับใครซักคน สตูดิโอออกแบบนี้ชื่อ “สโมสร” ก่อตั้งขึ้นร่วมกับเอกลักษณ์ เพียรพนาเวช นักออกแบบตัวอักษรที่ดีที่สุดคนนึงในความเห็นผม ผมก็ออกแบบให้นามบัตรแต่ละใบมีภาพลายเส้นของแก้วน้ำหรือถ้วยไม่เหมือนกัน แต่อยู่รวมกันเหมือนเป็นสมุดเช็คที่ฉีกออกได้ ตอนนั้นผมเริ่มมีความคิดว่า ชีวิตจริงเวลาทำงานออกแบบ สถานะของเราแต่ละครั้งเมื่อเราติดต่อกับผู้คนต่างๆ ไม่เหมือนกัน เช่น บางที่เราไปในฐานะเป็นคนที่รับจ้าง บางทีเราก็ไปในฐานะที่ปรึกษา หรือบางครั้งไปทำงานอยู่กับโรงพิมพ์ ก็อยู่อีกสถานะหนึ่ง ผมกลายเป็นผู้ว่าจ้าง ผมก็เลยมองว่า สถานะในนามบัตรของเราจริงๆ แล้วมันไม่นิ่งเลย ในการให้นามบัตรคนแต่ละครั้ง เรานึกอยู่เสมอว่า สถานะเราเคลื่อนอีกแล้ว มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานามบัตรชุดนี้จึงสะท้อนแนวคิดนี้ของผมออกมาได้ชัดเจนเมื่อผมกลับมาพิจารณาถึงมันอีกครั้ง

    ผมดำเนินกิจการ “สโมสร” ไปสักพักก็ตัดสินใจปิดอีก ด้วยเหตุผลที่ผมเริ่มอยากไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ อยากมีความรู้และประสบการณ์มากขึ้นเพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ที่ดีและมีวุฒิการศึกษาที่เหมาะสม (ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยวุฒิปริญญาตรี) ช่วงนั้นพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้ไปเรียนต่อ เพราะยิ่งสอนนานขึ้นก็ยิ่งรู้ตัวว่ามีความรู้น้อย รวมถึงในแง่ความก้าวหน้าในด้านรายได้และสถานะในองค์กรด้วย

    แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป และคิดได้ในที่สุดว่า ถ้าเราต้องการจะมีความรู้ ก็จงพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่าคิดแค่อยากมีความรู้เลยต้องไปหาที่เรียนเท่านั้น ถ้าเราไม่มีโอกาสเรียนต่อ เราก็สามารถเรียนด้วยตัวเองได้ อ่านให้มากขึ้น ถามให้มากขึ้น ทำให้มากขึ้น ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ก็ยังสอนหนังสือด้วยวุฒิปริญญาตรีอยู่เลย

    เบื่อแล้ว เปิดๆ ปิดๆ สตูดิโออยู่อย่างนี้ จะเอาอย่างไรกับชีวิตดี ที่จะให้มันเกิดขึ้นแล้วเรามีความสุขกับมัน การเปิดและปิดสตูดิโอของผมแต่ละครั้ง มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องการเงินหรือปัญหาเรื่องลูกค้าไม่มี แต่มันเป็นปัญหาที่ตัวผมเอง ที่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ลงตัว ผมคิดและพยายามแสวงหาโมเดลอยู่ตลอดว่าจะต้องทำสตูดิโอให้เป็นแบบไหน ที่ผมจะอยู่กับมันได้ ผมเห็นนักออกแบบกราฟิกญี่ปุ่น อายุ 60-70 ยังทำงานอยู่ในสตูดิโออยู่เลย ตั้งคำถามว่า ทำไมหลายคนก็ทำไปได้สักพัก ก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น หรือว่าเปลี่ยนอาชีพไป ผมเองก็มียังมีความหวังอยู่ลึกๆว่า เราจะต้องทำอย่างไรที่เราจะสามารถอยู่กับมันได้ไปเรื่อยๆ  ตัวผมเองก็ไม่ได้ตั้งความหวังเรื่องการมีรายได้มากมายกับการเป็นนักออกแบบมาพักนึงเเล้ว หมายความว่า ทำอย่างไรให้เรายังสามารถใช้การออกแบบเป็นอาชีพได้ต่อไป แต่มันไม่ใช่เรื่องรายได้อย่างเดียวอีกต่อไป

    คำถามมากมายในหัว…จะทำสตูดิโอออกแบบอย่างไรให้เราใช้ชีวิตกับมันได้  มันต้องมีส่วนผสมอะไรบ้าง องค์ประกอบบางอย่างที่มันมีความเป็นส่วนตัวให้ได้ ส่วนใหญ่นักออกแบบจบใหม่ที่เข้ามาสตูดิโอออกแบบ ก็จะมาหาประสบการณ์ซักพักแล้วก็ออกไปเปิดสตูดิโอเองบ้าง เรียนต่อบ้าง หรือย้ายไปอยู่ที่อื่นบ้าง วัฎจักรก็จะเป็นแบบนี้ แต่ผมมีความคิดว่าจะทำอย่างไรดี ที่นักออกแบบคนหนึ่งเข้ามาทำงานด้วยกันแล้ว จะยังมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ได้ ทำอย่างไรให้พวกเขาได้ทำอะไรบางอย่างที่เป็นตัวเขาต่อไปเลย  แล้วก็ใช้สิ่งที่เค้าช่วยกันทำเนี่ยสนับสนุนกันไป โดยไม่ต้องไปเริ่มใหม่หรือเปลี่ยนที่ทำงานเพื่อให้ตัวเองก้าวหน้า มันควรหาความก้าวหน้าได้เลยจากที่ที่ทำอยู่ ความก้าวหน้านี้แหละที่ทุกคนต้องการจากการทำงานหนัก บลา บลา บลา… คิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในช่วงนั้น

    ความคิดเหล่านี้นำมาสู่ แพรคทิเคิล ดีไซน์ สตูดิโอ ที่มีต้นแบบวิธีคิดง่ายๆ มาจากคำถามเหล่านี้นี้ แต่ในช่วงแรกๆ ก็ยังไม่ได้เป็นแบบที่เป็นอยู่ ผมแค่คิดว่า…ถ้าเราต้องทำงานเหมือนหมาล่าเนื้อ คือต้องหางานมาต่องาน งานหมดก็ต้องออกไปหา วนเวียนไปแบบนี้  แล้วเราจะเหนื่อยจนหมดแรงในที่สุดมั้ย เราจะอยู่กับมันไปตลอดได้ไหม แล้วเราจะได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เราเชื่อและอยากทำได้มั้ย ก็ได้คำตอบว่า มันยากมาก…ช่วงแรกเราเคยลองจับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นกราฟิก แต่การทำผลิตภัณฑ์ก็ไม่ได้ง่ายและถนัดสำหรับผมนัก จนในที่สุดก็หันกลับมามุ่งกับการทำงานออกแบบนี่แหละ ซึ่งเป็นงานที่ไม่ใช้ต้นทุนด้านอื่นมากนัก นอกจากความสามารถ และเราก็น่าจะอยู่ได้ ยิ่งถ้าเจ้าของสตูดิโอไม่ได้เอาผลกำไรเยอะนัก นักออกแบบในทีมก็น่าจะอยู่ได้สบาย และโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาก็ไม่ได้ผูกติดกับเจ้าของสตูดิโอแต่เพียงผู้เดียว แต่มีโอกาสให้ทุกคนทำอย่างอื่นด้วย สนับสนุนกันและกันทั้งในงานส่วนรวมและส่วนตัวของแต่ละคน อันนี้คือความคิดตั้งต้นที่พวกเราหลายคนช่วยกันสร้างจน แพรคทิเคิลพอจะเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน ซึ่งอีกสิบปีก็ไม่รู้ว่าแพรคทิเคิลจะเป็นอย่างไร คิดๆ ไปมันก็คล้ายกับวงดนตรี ที่สำคัญคือช่วงเวลาที่เรามีโอกาสร่วมกันทำงาน ของให้มันเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งความคิดเหล่านี้ก็สะท้อนมายังนามบัตรของพวกเราทุกคน นามบัตรของแพรคทิเคิล (พ.ศ. 2555) ด้านหน้าของตัวนามบัตรก็จะเป็นชื่อของแต่ละคน ซึ่งนามบัตรของแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน  แต่ละคนจะออกแบบเอง เหตุผลก็คือเพราะเราทุกคนไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างก็ล้วนนำเสนอตัวเองออกมาต่อสังคมแตกต่างกัน เพียงแต่…เราเผอิญว่าอยู่ในหลังคาเดียวกัน แล้วผมก็ถือโอกาสนี้ชี้แจงถึงผลงานออกแบบหลายชิ้นที่จะถูกอ้างถึงในบทความนี้ เพราะหลายผลงานที่จะถูกเอ่ยถึงหลังจากนี้จะเป็นผลงานร่วมกันของพวกเรา ซึ่งเวลาผมเอาภาพผลงานไปบรรยายหรือเขียนถึง หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของผมคนเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นผลงานที่เราทำด้วยกัน และด้วยวิธีการทำงานในสตูดิโอของเรา มันยากมากที่จะอ้างว่างานออกแบบชิ้นนี้เป็นงานใครแต่เพียงผู้เดียว

    จากนามบัตรวงดนตรีใบแรกที่หายสาบสูญ มาสู่นามบัตรสตูดิโอออกแบบของตัวเองแห่งที่สาม มันสะท้อนให้เห็นถึงก้าวย่างบนถนนสายอาชีพนักออกแบบกราฟิกของผมได้ไม่น้อยเลยทีเดียวใครที่ทำงานมากนานจนมีนามบัตรหลายใบแล้ว ลองหยิบมาวางเรียงกันดูสิครับ…

  1. เห็นหน้าที่หลักของบางสิ่งพร่าเลือน
    เมื่อเราทำงาน โจทย์ส่วนใหญ่ของนักออกแบบกราฟิกก็คือการถูกมอบหมายให้ออกแบบสื่อต่างๆ เช่น การทำปฎิทิน หนังสือรายงานประจำปี บัตรเชิญ บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ สิ่งที่สังเกตได้คือหลายๆ ครั้งสื่อที่เราใช้หรือรับก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตามหน้าที่หลักของมันจริงๆ เช่น โปสเตอร์ทุกวันนี้เรามีพื้นที่ติดน้อยลงมาก แต่เราก็ยังทำกันอยู่ ไม่น้อยก็กลายมาเป็นของที่ระลึกแจกหรือขายในงาน แล้วตกลงสื่อโปสเตอร์ได้ทำหน้าที่หลักของมันหรือเปล่าแต่ที่กล่าวมา…เพียงแค่จะนำเข้าตัวอย่างที่จะนำเสนอ เป็นงานที่ผมเคยมีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนในวงการออกแบบ มันเป็นสื่อๆ หนึ่งที่เราไม่ได้ใช้มันตามหน้าที่หลักของมัน ผมกำลังพูดถึง ‘ปฏิทิน’

    ราวปี พ.ศ. 2543 ผมกับเพื่อนนักออกแบบอีกหลายคนร่วมกันก่อตั้งกลุ่มเรียกตัวเองว่า ‘ABCD’ (Alternate Bangkok Council of Design)” ท่ามกลางการทำงานออกแบบเพื่อตอบสนองเงื่อนไขทางธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากประเทศไทยประสบกับปัญหาเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 นักออกแบบกลุ่มหนึ่งที่มีแนวความคิดว่างานออกแบบไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเหตุผลทางธุรกิจเท่านั้น (แม้จะยอมรับว่าจำเป็น) แต่อาจเกิดขึ้นได้จากเหตุผลอื่นๆ อีกด้วย เช่น ความสนใจส่วนบุคคล ความรู้สึก ชีวิตประจำวัน สภาพแวดล้อม สังคม ฯลฯ

    แม้ว่างานออกแบบที่ว่าเหล่านี้อาจจะไม่ขยายผลในเชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม แต่งานออกแบบในลักษณะนี้กลับมีผลต่อวัฒนธรรมและสังคมเช่นกัน สามารถจุดประกายทางความคิดให้กับผู้คน เสริมสร้างพลังสร้างสรรค์ของนักออกแบบ รวมทั้งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าต่อสังคมในที่สุด

    ABCD เป็นผลมาจากการรวมกลุ่มของนักออกแบบและอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มีความต้องการให้เกิดทางเลือกและความหลากหลายในวงการออกแบบกราฟิก โดยมุ่งจัดกิจกรรมทางการออกแบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สังคมการออกแบบกราฟิกเป็นสังคมที่มีทางเลือกนอกเหนือปัจจัยและเหตุผลทางพาณิชย์

    จากปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้หลายๆ คนก็เริ่มกลับไปที่จุดเริ่มต้นกันใหม่ บริษัทใหญ่ๆ ก็ล้มลงไปหลายบริษัท นักออกแบบหลายคนก็หันมาเป็นฟรีแลนซ์บ้าง ทำสตูดิโอแบบเล็กๆ บ้าง หลายคนก็หันมาสอนหนังสือ เป็นต้น นี่เป็นรอยต่อที่เกิดขึ้นในวงการกราฟิกบ้านเรา  หลังจากที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซาลงไป ‘ดิน’ ในวงการออกแบบกราฟิกก็เป็น “ดิน” อีกแบบหนึ่ง ที่พวกเราหลายๆ คนเริ่มมองกันว่าเราจะทำอะไรกันดี เพื่อที่จะให้อาชีพเรางอกเงยขึ้นจากดิน มีตัวตนขึ้นมา ABCD ก็เกิดขึ้นมาในลักษณะที่พยายามจะหาอะไรบ้างที่จะได้ใช้ศักยภาพของเรากันมากขึ้น… มันเหมือนหินลับมีด ที่จะลับคมตัวเราเองให้ศักยภาพของเราปรากฏให้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้มีกิจกรรมที่น่าสนใจออกมาในช่วงนั้น ทั้งการจัดงานเสวนา การจัดแสดงนิทรรศการ การจัดงานพบปะสังสรรค์ รวมถึงปฏิทินที่จะกล่าวถึงเล่มนี้

    คนที่ริเริ่มและดำเนินการปฏิทินฉบับนี้คือ อนุทิน วงศ์สรรคกร และ พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ (แห่ง ‘คัดสรรดีมาก’) ปฏิทินนี้ชื่อ A.B.C.D. / A.C.B. # 1 นี่เป็นแนวทางการตั้งชื่อหลายๆ โครงการแบบอนุทินในเวลาต่อมาของคัดสรรดีมาก (ความเห็นส่วนตัว) จำได้ว่ามีวิธีง่ายๆ ในการจัดทำ การหาสปอนเซอร์จากบริษัทกระดาษและโรงพิมพ์ที่ทำงานร่วมกันอยู่ แต่ประเด็นที่จะกล่าวถึงตัวปฏิทิน มันน่าสนใจตรงที่มันไม่ได้ทำหน้าที่ให้คนเอาไปใช้ดูวันเดือนปีเหมือนปฏิทินทั่วๆ ไป ปฏิทินฉบับนี้กลายเป็นพื้นที่ที่นักออกแบบกลุ่มหนึ่งใช้นำเสนอแนวคิดและผลงานส่วนตัว มันกลับกลายเป็นว่าเรายืมสื่อๆ หนึ่งมาใช้เพื่อประโยชน์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าทำไมต้องเป็นปฏิทิน  แต่ปฏิทินมันก็หมายความว่ามันก็มี 12 เดือน และพวกเราก็รวบรวมกันได้ 12 คน ผมคิดว่ามันก็เป็น exercise ครั้งใหญ่ การได้เริ่มทำอะไรบางอย่าง ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่เป็นทำนองหรือเนื้อร้องของคนอื่นที่เราต้องร้องคาราโอเกะตามอยู่ตลอด ในมุมนั้นมันมีชีวิตชีวามากสำหรับนักออกแบบกลุ่มหนึ่งที่ได้มีโอกาสทำมัน การแสดงผลงานในรูปแบบ ‘ปฏิทิน’ ของ ABCD ถูกทำขึ้นมาอีกครั้งโดย be our friend และ PRACTICAL ในชื่อ 31 days 31 artists ในสองปีต่อมา

    ในช่วงเวลาของ ‘ABCD’ ผลิดอกออกผลมาสู่นักออกแบบและสตูดิโอออกแบบกราฟิกที่กำลังเคลื่อนไหวในปัจจุบันไม่น้อย ชื่อปัจจุบันของแต่ละคน ได้แก่ คัดสรรดีมาก, try2benice, WAWO, PRACTICAL, Color Party, Double O Seth, be our friend, Press a Card เป็นต้น

    จากปี พ.ศ. 2546 ผ่านมาจนถึงปี พ.ศ. 2554 ผมผ่านและเรียนรู้อะไรมากขึ้น และวันนึงผมก็ใช้รูปแบบของปฏิทินอีกครั้งหนึ่งกับวงผู้รับที่กว้างขึ้น ปฏิทินฉบับนี้ก็เป็นการบริหารระหว่างหน้าที่หลักของมัน กับพื้นที่การแสดงออกของนักออกแบบ ในประเทศไทยงานกราฟิกอาจจะไม่ได้ถูกจัดแสดงในแกลลอรี่มากนัก อาจไม่ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ศิลปะมากนัก (แต่ทุกวันนี้เพิ่มขึ้นมาก) แต่งานออกแบบกราฟิกก็มีสื่อของตัวเอง มีที่ทางของตัวเอง ปฏิทินที่กล่าวมาข้างต้นเป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่างบริษัทกระดาษ “Antalis ” จากสามประเทศ คือ สิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย ซึ่งทางบริษัทฯ อยากให้นักออกแบบแต่ละประเทศได้แสดงออก โดยที่มีระบบการจัดการ ผมได้รับเชิญให้เป็นภัณฑรักษ์สำหรับปฏิทินชุดนี้ ก็เลยพัฒนาแนวคิด “Leave Your Mark”  ซึ่งหมายถึงการพาตัวเองออกจากที่ที่คุ้นชิน แล้วเชิญชวนให้นักออกแบบคิดว่าจะทำอะไรได้บ้างกับสื่อตัวนี้  ทุกวันนี้คนอาจจะไม่ได้ใช้ปฏิทินมากนัก เพราะว่าเรามีโทรศัพท์ มีสมาร์ทโฟน ก็เลยให้นักออกแบบลองคิดว่าตัวปฏิทินเอง มันมีแนวโน้มจะขยับขยายไปอย่างไรได้บ้าง

    ในประเด็นการออกแบบ เรานำเสนอผลงานภายใต้ข้อจำกัดทางหน้าที่ของสื่อปฏิทินด้วย พวกเรา (แพรคทิเคิล) รู้สึกว่าไม่ได้ต้องการปฏิเสธฟังก์ชั่นของปฏิทิน เราก็รักษาหน้าปฏิทินให้มีสามารถดูวันเดือนปี รวมถึงวันหยุดได้ตามปกติ ในขณะเดียวกันในหน้าผลงานของแต่ละคน นักออกแบบก็สามารถสร้างผลงานได้เต็มที่ ให้โอกาสทุกคนตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเป็น แล้วก็จะพยายามทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป นอกเหนือจากผลงานของนักออกแบบจากมาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว ผมได้มีโอกาสเชิญพี่และเพื่อนในวงการอีก 3 คนมาร่วมในโครงการนี้ ได้แก่ ไพโรจน์ ธีรประภา Ductstore และธีรนพ หวังศิลปคุณ ซึ่งผลงานของแต่ละคนออกมาน่าสนใจเป็นอย่างมาก

    ผมเรียนรู้ว่า จากปฏิทิน ปีพ.ศ. 2546 ที่พวกเรา ABCD ร่วมมือกันนั้น มันเป็นเส้นทางที่น่าสนใจและมีค่า ถ้าพวกเรา(รวมถึงผม)ไม่ได้ทำอะไรบางอย่างเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ผมอาจจะไม่มีโอกาสอื่นๆ ตามมาหลังจากนั้น

  1. เห็นนักออกแบบในกะลา หลงใหลในแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง
    ผมเป็นนักออกแบบที่ไม่ได้เห็นโลกกว้างนัก ส่วนใหญ่ก็ขลุกอยู่แต่ในที่ทำงานและบ้าน ทำให้การเปิดโลกของผมนั้นอยู่กับการอ่าน  การอ่านนี่เองที่ทำให้พบกับเอกสารฉบับหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ เอกสารฉบับที่ทำให้ผมขบคิดต่อสถานะความเป็นนักออกแบบของตนเองเป็นอย่างมาก มันเป็นเเถลงการณ์ฉบับหนึ่ง ที่ตอนเรียนไม่เคยรู้จักเลยว่ามีแถลงการณ์นี้อยู่บนโลกนี้ จนกระทั่งมีโอกาสเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ต แล้วถึงได้มีโอกาสอ่านผมพบแถลงการณ์หนึ่ง ซึ่งเขียนไว้เมื่อปีค.ศ. 1964 ชื่อว่า “First Things First” คนที่เขียนชื่อ Ken Garland แล้วแถลงการณ์ฉบับนี้ ถูกผลิตซ้ำอีกทีในปีค.ศ. 2000 โดยกลุ่มนักออกแบบรุ่นต่อมา ซึ่งเนื้อหาไม่ได้แตกต่างกันนัก อาจจะแตกต่างกันที่รายละเอียดในเรื่องของสื่อที่เพิ่มขึ้นในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมหลงทางอยู่ในอาชีพนี้ประมาณหลายปีว่าจะเป็นนักออกแบบแบบไหน เพื่อนหลายคนก็ประสบความสำเร็จไปแล้วทั้งในเรื่องของรายได้และหน้าที่การงาน เราเองกลับทำงานแล้วไม่มีความสุข ทำแล้ว ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา รู้สึกว่าจะทำอย่างไรดีกับอาชีพนี้

    แถลงการณ์ฉบับนี้สร้างมุมมองให้ผม มันเป็นจุดสำคัญในชีวิต เมื่ออ่านจบ…ผมมองว่ามันเป็นเรื่องกล้าหาญมากที่คนกลุ่มหนึ่ง ร่วมลงนาม แล้วก็บอกว่าเค้าจะไม่ใช้ทักษะที่เค้ามีอยู่ในการสร้างสรรค์จัดการสื่อมารับใช้ “การหลอกลวง ชวนเชื่อ” หรือออกแบบอะไรบางอย่างเพื่อให้คนเสพหรือบริโภคมากขึ้น  สำหรับผมความกล้าหาญมันอยู่ที่การลงนามลงไปในนั้น แล้วก็ผมไม่รู้หรอกว่าเค้าดำเนินชีวิตอย่างไร สำหรับนักออกแบบที่เพิ่งเรียนจบ นึกไม่ออกจริงๆ ว่าคนเหล่านั้นทำเช่นนั้นได้อย่างไร ลำพังแค่เราทำงานให้ลูกค้ายอมรับยังยากมากแล้ว แต่มันทำให้ผมรู้สึกว่ามันมีวิธีทำงานแบบนี้ด้วย!

    แถลงการณ์ทำให้ผมตื่นขึ้นมาจากโลกที่ว่า วันนี้ต้องไปรับงานจากลูกค้า วันนี้ต้องพยายามไปขายงาน ต้องพยายามจับทางลูกค้าให้ได้ว่าเค้าชอบอะไร ต้องยอมรับสิ่งลูกค้ากำหนดมาให้ ไม่ว่าเราจะเชื่อมันหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเราจะเห็นว่ามันมีประโยชน์หรือมันมีโทษ มันจริงหรือไม่จริง เราไม่สน เราจะทำเพื่อให้เราขายงานได้ แล้วก็เค้าซื้องานเรา จากนั้นก็วางบิลเพื่อเก็บเงิน

    แถลงการณ์ฉบับนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ในตอนนั้นตื่นเต้นเหมือนได้พบไอดอล หลังจากที่ เนวิลล์ โบรดี้ เคยเป็นไอดอลของผมมาก่อนเมื่อสมัยเรียน นักออกแบบหลายคนที่เคยชื่นชอบและอยากเอาแบบอย่างเลือนจางหายไปจากความคิด เมื่อได้มาเผชิญกับโลกการทำงานจริง ผมยอมรับว่าเมื่อเริ่มทำงานมาซักพักก็ไม่ค่อยได้คิดถึงพวกเขาเหล่านั้นมากเท่าไหร่ มันรู้สึกไกลตัวตัวเกินไป แต่ First Thing First ปลุกบางอย่างในตัวผมที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมา ผมชื่นชมเนื้อหาของมัน ชื่นชมบุคคลที่ลงนาม และไม่เคยคิดว่าจะไปตรวจสอบว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ทำจริงหรือเปล่า หลอกเราหรือเปล่า

    จากการที่แถลงการณ์ฉบับนี้ถูกทำซ้ำขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 2000 มันทำให้ผมรู้สึกว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ยังเชื่อในแถลงการณ์ฉบับนี้เหมือนผม แต่ผมรู้ดีว่า…คงไม่มีวันได้ลงนามมันเท่านั้นเอง

    ในโลกของการออกแบบกราฟิกมีองค์ประกอบมากมายที่เราต้องเผชิญ มันเป็นงานสาธารณะที่มีปัจเจกของเราอยู่ในนั้น มีทั้งคำสั่ง มีทั้งเสรีภาพ มันอยู่ที่เราว่าจะหยิบจับ และเลือกออกมาใช้อย่างไร  แถลงการณ์นี้ทำให้ภาพของการออกแบบเปิดกว้างขึ้นสำหรับผม ในนั้นไม่ได้มีเพียงขนบที่ตายตัวสำหรับเส้นทางการประกอบอาชีพ แม้ว่าคำว่า “พาณิชย์ศิลป์” ยังใช้ในการเรียกขานงานออกแบบกราฟิกอยู่บ้างในยุคนั้น  มันเป็นคำที่เปี่ยมไปด้วยการกำกับแนวทางของการประกอบอาชีพ แต่หลังจากอ่านแถลงการณ์นี้และใช้เวลาขบคิดถึงมันซักพัก…นิยามของอาชีพนักออกแบบกราฟิกของผมก็มีขอบเขตที่กว้างขึ้น และเริ่มมองหาโอกาสในการทำงานที่หลากหลายขึ้น งานที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น งานที่ไม่ได้วนเวียนอยู่กับการขายสินค้าหรือประชาสัมพันธ์องค์กร งานที่ทำให้เราภูมิใจ แม้จะไม่มีรายได้จากงานที่ทำก็ตาม

    เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มแสวงหา โอกาสของการค้นพบก็เปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง…
    แล้วโอกาสนั้นก็มาถึง เป็นโครงการที่มีชื่อว่า “Art AIDS” โชคดีมากที่อาจารย์ปิยลักษณ์ เบญจดล และ อาจารย์นพไชย อังควัฒนะพงษ์ ในนาม Nuts Society มาชวนแพรคทิเคิลเข้าร่วม โดยทำงานหนึ่งชุดขึ้นมาเพื่อที่จะลดทอนความเชื่อผิดๆ ของผู้คนในสังคมที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี พวกเราพูดคุยถึงถึงแถลงการณ์ดังกล่าวบ่อยๆ ว่าทักษะที่เรามีมันไม่ได้มีไว้ให้ใช้ด้านเดียว มันสามารถใช้เพื่ออย่างอื่นด้วย พอได้รับโอกาสนี้ขึ้นมา มันก็ยิ่งทำให้พวกเรารู้สึกฮึกเหิม

    งานออกแบบสำหรับโครงการนี้ เราพัฒนาภายใต้เงื่อนไขของทักษะที่เราถนัด จึงตกลงว่าพวกเราจะสร้าง แบรนด์สินค้าหนึ่งขึ้นมา ชื่อ PLUS EQUAL โดยที่สินค้าที่ผลิต ก็จะเป็นสินค้าทั่วๆ ไปที่ผู้คนจะใช้มันอย่างใกล้ชิด ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อกล้าม กางเกงใน กระเป๋า เข็มกลัด เป็นต้น  ในครั้งนี้เราพยายามที่จะออกแบบกลไกในการผลิตสินค้า ให้ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิต เราแฝงกลไกการผลิตนี้ไว้โดยไม่ให้คนซื้อสินค้ารับรู้ที่มาของการผลิต นอกจากตัวภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ที่เราออกแบบ หลังจากนั้นเราก็สร้างกลไกอีกขั้นตอนหนึ่งขึ้นมาเพื่อที่จะบอกภายหลังว่า สินค้าที่คุณซื้อไปใช้นั้น จริงๆ แล้วมันก็คือสินค้าที่มันผ่านมือของคนที่ติดเชื้อเอชไอวี

    งานนี้ถูกนำเสนอผ่านกิจกรรมในนิทรรศการศิลปะ อาจไม่ได้แพร่หลายในวงกว้างและบรรลุผลเป็นรูปธรรมมากนัก แต่หลังจากนั้น ผมและแพรคทิเคิล มีโอกาสทำงานร่วมกับองค์กรและกิจกรรมทางสังคมตามมาอีกมากมาย อาทิ การออกแบบโปสเตอร์สำหรับการแสดงดนตรีเพื่อคนหูหนวก การออกแบบอัตลักษณ์และสื่อสำหรับโครงการเพศทางเลือก โครงการรณรงค์เชิงสุขภาพ การออกแบบปรับปรุงพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน การออกแบบให้กับวงคอรัสเยาวชน การออกแบบสื่อสารสำหรับการวิจัยอนาคตของประเทศไทย เป็นต้น

    การได้มีโอกาสผลิตงานที่มีโจทย์ทางสังคมเช่นนี้ ทำให้ผมได้สัมผัสกับความสุขจากการทำงานอีกแบบ มันไม่เหมือนกับตอนที่ลูกค้าเลือกแบบ มันไม่เหมือนกับตอนที่ผลงานของเราได้รับรางวัล แต่มันเป็นความสุข… จากการที่เรารู้สึกได้ว่า… งานที่เราทำและอาชีพที่เราทำนั้น มันควรจะมีอยู่บนโลกใบนี้
    แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมลืมงานที่ผมทำแล้วไม่อยากให้มันมีอยู่บนโลกไปได้

  1.  เห็นสื่อสีเขียวๆ แล้ว REAL จริงหรือ?
    หลายปีที่ผ่านมา ก็มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง Green Design เกิดขึ้น ซึ่งนักออกแบบกราฟิกก็มักถูกร้องขอให้ออกแบบและผลิตสิ่งต่างๆ มากมาย เพื่อที่จะสนับสนุนแนวคิดเรื่องสีเขียว ในแง่เชิงรณรงค์ก็ดี หรือจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์องค์กรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วผมก็ค่อนข้างจะตั้งคำถามกับเรื่องนี้มากเลยนะครับหลายคนคงรู้จักกระเป๋า ‘I’m not a plastic bag’ ที่ออกแบบโดยนักออกแบบชาวอังกฤษ Anya Hindmarch ที่โด่งดังและได้รับความนิยมจนกระทั่งทำให้ตลาดมืดเต็มไปด้วยกระเป๋าผ้าเลียนแบบวางขายเต็มไปหมด แล้วก็ส่งผลให้ตัวโครงการ CSR (corporate social responsibility) ขององค์กรต่างๆ คิดจะทำกระเป๋าผ้าแบบนี้บ้าง มีการผลิตผ้าแคนวาสจำนวนมาก การผลิตเกิดขึ้นอย่างเป็นทวีคูณ เป็นเหตุทำให้เกิดการเฟ้อของจำนวนกระเป๋าโลกร้อนในแต่ละครัวเรือน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า กระแสโลกร้อนได้ผสานเข้ากับวัฒนธรรมการบริโภคอย่างแนบแน่น โดยมีนักออกแบบเป็นผู้เชื่อมความสัมพันธ์คำถามก็คือว่า มันเป็นการลดการใช้จริงหรือครับ หรือว่า มันเป็นเพียงแค่ตัวสถานะหนึ่งที่คนหยิบจับมันเพื่อจะเอาสวมว่าฉันรักโลก เป็นการแสดงออกมากกว่าการปฏิบัติ ซึ่งเป็นคำถาม ที่ผมค้างใจอยู่

    ครั้งหนึ่งผมและแพรคทิเคิลเคยร่วมจัดนิทรรศการกับบริษัท แอนทาลิส (ประเทศไทย)และสยาม ดิสคัพเวอรี่ แต่ในที่สุดก็มีวงเล็บมาว่า “ขอเป็นเรื่องกรีนด้วย” สิ่งที่หนักใจก็คือ เราอยากทำงานนี้ เพราะว่ามันเป็นโอกาสให้เราได้มีพื้นที่แสดงงานออกแบบของเรา แต่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกกระอักกระอ่วนกับประเด็นของสีเขียว เพราะตัวเราเองยังมีคำถามค้างคากับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ผมเริ่มจากการเขียนความคิดของตนเองที่มีต่อเรื่องนี้ และในที่สุดก็คิดโครงการที่ชื่อว่า “Design (alone) Cannot Change Everything” เป็นนิทรรศการแสดงผลงานออกแบบโปสเตอร์ โดยพยายามจะสื่อสารมุมมองของนักออกแบบที่เชิญมาแต่ละคนออกไปว่า งานออกแบบจะไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลยในเรื่องนี้ หากเราใช้มันเป็นเพียงทางลัดในการได้สถานะของคนรักและห่วงใยสิ่งแวดล้อม โดยละเลยการลงมือทำหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคล ในแง่หนึ่ง…โครงการนี้จึงเป็นการแบ่งรับแบ่งสู้ระหว่างองค์กรที่สนับสนุนกับนักออกแบบที่อยากได้พื้นที่แสดงออก แต่ที่อยากกล่าวถึงคือ สีที่ใช้สำหรับโปสเตอร์และสื่ออื่นๆ ในการประชาสัมพันธ์นิทรรศการนี้ ใช้สีดำเป็นหลัก ไม่ได้ใช้สีเขียว ซึ่งพยายามตั้งคำถามกับสังคมเหมือนกันว่า สิ่งที่นักออกแบบทำ คุณเชื่อได้จริงเหรอ กระเป๋าผ้าที่คุณถือเพื่อบอกว่า “ฉันรักษ์โลก” มันช่วยได้จริงหรือ หรือจริงๆ แล้วนักออกแบบเป็นแค่ผู้ผลิตบางสิ่งบางอย่าง ที่สร้างภาพลวงให้ตัวคุณรู้สึกว่า คุณมีส่วนร่วมต่อการรักษ์โลกใบนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้างานออกแบบเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมก็ไม่คิดว่าเป็นงานออกแบบจะช่วยอะไรได้มาก
    โปสเตอร์ที่เราเห็นในนิทรรศการนี้…อาจเป็นโปสเตอร์ที่ออกมาวิจารณ์ตัวเองว่า มันไม่ได้ทำหรือช่วยอะไรเลยต่อเรื่องที่มันกำลังสื่อสาร

  1. เห็นประสบการณ์สำคัญกว่า…
    ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ผมโชคดีที่มีลูกค้าหลายคนที่คอยสอนเรื่องต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม“ประสบการณ์” คือคำๆ หนึ่งที่พี่แดง สุขจิต ศรีสุคนธ์ แห่งสยามเมนทิส พูดกับผมอยู่เสมอในช่วงที่มีโอกาสร่วมงานกันว่า การสร้างประสบการณ์คือหัวใจสำคัญของการสื่อสาร การสร้างประสบการณ์ของผู้คนผ่านงานออกแบบ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าแนวคิด เนื้อหา และรูปแบบทางกายภาพของงาน

    แอนทาลิส (ประเทศไทย) คือลูกค้าอีกรายที่สนับสนุนโอกาสทางการเรียนรู้และทดลองสิ่งใหม่ให้แก่ผมและแพรคทิเคิลมาตลอด การเปิดตัวผลิตภัณฑ์กระดาษจึงเป็นโจทย์ท้าทายอีกครั้งที่จะสร้างประสบการณ์ผ่านงานออกแบบ เบื้องต้นทางบริษัทฯ คิดจะจัดงานที่ห้างสรรพสินค้า เป็นงานมีลักษณะเป็นกิจกรรมวันเดียว หลายๆคนอาจจะคุ้นกับงานประเภทนี้ คือ มีพิธีการบนเวที ผู้จัดการแนะนำผลิตภัณฑ์ มีแจกตัวอย่างสินค้าและของที่ระลึก มีเลี้ยงอาหาร ฯลฯ เพื่อจะนำเสนอว่า กระดาษหรือผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร ผมจึงหารือกับทางแอนทาลิสว่า ในเมื่อเรามีกระดาษที่ดีและน่าสนใจ เราน่าจะใช้งบประมาณไปใช้ทำอะไรบางอย่าง เพื่อทำให้คนรู้สึกว่ากระดาษของเราทำอะไรที่ประทับใจนอกเหนือจากสิ่งที่คนคาดหวังต่อกระดาษ ทำไมเราไม่แสดง(มากกว่าบอก)ให้ลูกค้าเห็นว่ากระดาษเราดีจริงๆ ทางแอนทาลิสจึงถามกลับมาว่า แล้วจะทำอย่างไร…

    ความคิดของผมที่เสนอกลับไปคือ ทำไมเราไม่เอากระดาษไปให้คนที่มีสามารถในการสร้างสรรค์กระดาษ ทำให้กระดาษมันแสดงออกถึงศักยภาพของตัวมันออกมา แล้วนำมาแสดงให้คนดู มันก็เลยเปลี่ยนจากงานที่เป็นกิจกรรมวันเดียว กลายมาเป็นงานนิทรรศการกระดาษ ที่ชื่อว่า “PAPER MATTER กระดาษเป็นเรื่อง” ก็มีการเชิญศิลปินและดีไซน์เนอร์หลายท่านที่มีความสามารถ หรือมีความชำนาญกับกระดาษ ได้แก่ ลิเก บายเดอรี่ ฟาร์มกรุ๊ป นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์ และ แพรคทิเคิล รวมเป็น 4 ผลงาน อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมวันแถลงข่าวที่จัดแยกวันและพื้นที่ออกมาจากนิทรรศการ เพื่อเปิดโอกาสให้ทางแอนทาลิสได้สื่อสารและนำเสนอคอลเลคชั่นกระดาษกับทางกลุ่มลูกค้าโดยตรง ซึ่งทางแพรคทิเคิลก็ได้ผลิตงานประติมากรรมกระดาษเพื่อนำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ไว้แสดงในวันแถลงข่าวอีกด้วย นิทรรศการนี้จัดแสดงเป็นเวลา 1 เดือน ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ผ่านสายตาผู้ชมจำนวนมากโดยปราศจากการยัดเยียดข้อมูลทางการขาย เป็นการสร้างประสบการณ์ตรงเพื่อสื่อสารทางอ้อม ที่ผมเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้ผู้คนจดจำและมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขอบคุณทางแอนทาลิสที่สนับสนุนความคิดนี้และช่วยผลักดันจนเป็นผลสำเร็จลุล่วง

    ในอีกด้าน งานนี้สำคัญกับพวกเราชาวแพรคทิเคิลมาก เพราะว่ามันทำให้เราได้คุยกันเกี่ยวกับนิยามของคำว่า “ออกแบบ” กันมากขึ้นระหว่างทำงานนี้ ซึ่งสำหรับผมมันสำคัญมาก จนในที่สุดเราก็ได้นิยามการออกแบบของเราว่า “การออกแบบคือความสัมพันธ์” และนิยามนี้ก็นำไปสู่ผลงานของแพรคทิเคิลที่แสดงในนิทรรศการ “กระดาษเป็นเรื่อง” นี้

    เมื่อเสร็จงานนิทรรศการนี้ ผมมักจะนึกถึงช่วงเวลาหลายเดือนที่พวกเราหลายคนช่วยกันทำมันให้สำเร็จ มากกว่ากิจกรรมวันเปิดตัว ผลงานที่ปรากฏทั้งในนิทรรศการและสื่อต่างๆ…
    หลายเดือนนั้น…เป็นกระบวนการทางความสัมพันธ์
    มันจึงเป็น…ประสบการณ์ทางความสัมพันธ์
    และวันนี้มันจึงเป็นความทรงจำที่แสนประทับใจ

  1. เห็นแรงบันดาลใจจากสิ่งที่คนอื่นทำ
    ด้วยความเป็นคนประเภทเห็นใครทำอะไรก็อยากทำไปหมด สิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่น้อย ก็เลยกลายเป็นแรงกระตุ้น เป็นเหมือนแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดการเริ่มต้นทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาต่อมาผมเคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง “ซามูไรพุดดิ้ง” ตัวเอกก็ข้ามเวลามาจากยุคเอโดะ และมาอาศัยอยู่กับแม่หม้ายลูกติดคนหนึ่ง ระหว่างที่พักอาศัยอยู่กับครอบครัวนี้  ลูกชายก็ไปเรียน  แม่ก็ไปทำงาน ซามูไรหนุ่มได้ดูรายการสอยทำขนมในทีวี เริ่มหัดทำพุดดิ้งจากรายการโทรทัศน์ ฝึกทำจนเก่ง จนกลายเป็นเชฟในร้านขนมชื่อดังในโตเกียวในที่สุด ตอนจบของเรื่องได้กลับไปในอดีต เอาสูตรพุดดิ้งไปดัดแปลงในยุคเอโดะ จนได้ชื่อว่าเป็นคนคิดค้นพุดดิ้งขึ้น และมีการสืบทอดต่อกันมาจนปัจจุบัน ผมดูหลายรอบมาก ประทับใจมากกับการทำขนม จนรู้สึกอยากจะทำพุดดิ้งกินเอง หลังจากนั้นผมก็ค้นหาสูตรต่างๆ จากอินเทอร์เน็ต ดัดแปลงและทดลองทำจนได้วิธีทำเป็นของตัวเอง ที่กล่าวถึงเรื่องพุดดิ้งก็เพื่อให้เห็นนิสัยส่วนตัว ที่มีนิสัยแบบนี้ เริ่มจากอยากทำเหมือนในหนังทำ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ทำให้คนรอบๆ ตัวชิม เปลี่ยนสูตรไปบ้าง ใช้น้ำเต้าหู้บ้าง ใช้ช็อคโกเลตบ้าง ขณะที่ขลุกอยู่กับมัน ก็พบว่ามันมีหลายอย่างเหมือนกับงานออกแบบเลยทีเดียว มันทำให้เรารู้การจัดการส่วนผสมพื้นฐานในสัดส่วนที่พอเหมาะ การบริหารเรื่องลำดับและเวลา การควบคุมอุณหภูมิ ความแตกต่างของภาชนะที่เราบรรจุ รวมไปถึงรูปร่างหน้าตาสุดท้ายของมัน นอกเหนือจากเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายจากงานประจำ การทำพุดดิ้งยังให้มุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานออกแบบกับผมไม่น้อยเลยทีเดียว

    ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ทำงานออกแบบเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะมากพอสมควร ได้มีโอกาสออกแบบโปสเตอร์ สูจิบัตรนิทรรศการและสื่อประกอบนิทรรศการให้กับศิลปินหลายคน ผมคิดอยู่เสมอว่าการออกแบบสื่อให้กับนิทรรศการศิลปะนั้นทำให้เรามีความสุข เพราะนอกจากจะได้จัดการกับวัตถุดิบที่มีต้นทุนทางสุนทรียภาพอยู่แล้ว ยังมีโอกาสได้รับรู้ถึงแนวคิดหรือบางสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของผลงาน ซึ่งต้องนำมาเรียบเรียงในการนำเสนอสิ่งเหล่านี้ผ่านผลงานของเรา

    เมื่อมีโอกาสออกแบบงานประเภทนี้มาซักพัก ผมก็เริ่มก็มีความรู้สึกอยากแสดงผลงานของตัวเองบ้าง ก็คือเห็นศิลปินในสายทัศนศิลป์ได้มีโอกาสแสดงสิ่งที่คิด ไม่มีโจทย์ ไม่มีลูกค้า มันทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเราเองว่า ที่ผ่านมามีใครห้ามเรานำเสนออะไรบางอย่างที่เราคิด เราเชื่อ เรานึกสนุก บ้างรึเปล่า? ซึ่งก็พอได้คำตอบว่าไม่มีใครห้าม เพียงแต่เราอาจจะติดยึดกับกรอบอาชีพของเราเอง ต้องรอใครซักคนมาจ้างเราจึงจะทำงาน วันนั้นผมเริ่มถามตัวเองเสมอว่า…เมื่อวันที่เราต้องนำเสนอสิ่งที่เราคิดมาถึงนั้น สิ่งนั้นคืออะไร?

    …และแล้ววันนั้นก็มาถึง อาจารย์คธา แสงแข ผู้อำนวยการหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพในปีพ.ศ. 2551 ได้ชักชวนให้จัดแสดงผลงานเดี่ยวที่หอศิลปฯ ผมตอบตกลงแทบจะในทันทีโดยไม่ได้ถามถึงเงื่อนไขอื่นๆ เลย อ.คธา แจ้งว่าที่หอศิลปฯ มีห้องแสดงงาน 2 ห้อง ผมสนใจจะใช้กี่ห้อง ผมตอบไปทันทีว่าขอใช้ทั้ง 2 ห้องเลย ซึ่งก็มาเครียดกับขนาดของพื้นที่ภายหลังเหมือนกัน

    นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของผมชื่อ “ไม่อาจจะใช่ YES I AM NOT”
    สำหรับการเตรียมการนิทรรศการนี้ ผมโชคดีมากที่ได้ผู้คนจำนวนมากมาช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อนร่วมงานทุกคนที่แพรคทิเคิล โดยเฉพาะเบล กนกนุช ศิลปวิศวกุล ที่นอกจากจะอาสาดูแลงานประจำแทนให้แล้ว ยังช่วยให้คำปรึกษาอยู่ตลอด รวมถึงลูกค้าที่เข้าใจและสนับสนุนการตัดสินใจหยุดงานประมาณครึ่งปีของผม เพื่อที่จะทำนิทรรศการนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่รู้หรอกว่ามันดี หรือไม่ดี จะมีใครชอบหรือไม่ชอบ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร หรือทำแล้วจะได้อะไรตอบแทน

    การที่เราได้ผลิตอะไรบางอย่างออกไป โดยที่มันเป็นตัวของเราค่อนข้างมาก แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด  แต่มันทำให้เกิดการก้าวข้ามสิ่งที่ตัวเองเคยเป็นหรืออยากเป็น ผมเองก็ไม่เคยคิดว่าการตัดสินใจจัดแสดงผลงานนิทรรศการเดี่ยวนั้น จะทำให้ผมได้มีเวลาสนทนากับตัวเองอย่างเข้มงวด ได้คิดเตลิดเปิดเปิงไปพร้อมๆ กับได้ตรวจสอบความคิดเหล่านั้นของตัวเอง สำหรับเวลาสองสามเดือนที่เตรียมตัวทางความคิดนั้น เหมือนจะมีเวลาเพียงพอให้เราหลงใหลกับสิ่งที่เราเคยคิดว่าใช่ และก็มีเวลาเหลือให้เราค้นพบภายหลังว่าสิ่งที่คิดว่าใช่กลับไม่ใช่เช่นกัน…ซึ่งในที่สุด ผมก็ได้ออกโปสเตอร์ สูจิบัตร นิทรรศการของตัวเองตามที่ตั้งใจไว้
    วันนี้ผมเชื่อว่า…นี่คือจุดหักเหสำคัญอีกครั้งในชีวิตการทำงานของผม

ไม่นานมานี้ มีโอกาสไปชมคอนเสิร์ต ชื่อ “Sonic Attack” ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตที่รวมศิลปินดนตรีอัลเทอร์เนทีฟของไทย ยุค 90 เป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มต้นอาชีพนักออกแบบ สิ่งหนึ่งที่ได้จากคอนเสิร์ตนี้ก็คือ ผมรู้สึกได้เลยว่าผมเติบโตมากับเพลงทั้งหลายในคอนเสิร์ต ผมปฎิเสธไม่ได้เลยว่า สื่อต่างๆ ที่เรารับมันเหมือนเส้นใยบางๆ ให้เราเกาะเกี่ยวแล้วก็เดินข้ามยุคสมัยต่อไป  สิ่งที่รับรู้ทั้งหลายมันเชื่อมโยงกับตัวเรา นั่นไม่ได้หมายถึงแค่เพลงที่ฟังจากคอนเสิร์ต แต่รวมไปถึงนิตยสารหลายฉบับ วรรณกรรมหลายเล่ม สิ่งที่อาจารย์หลายท่านที่พูดในอดีต ซึ่งวันนั้นผมอาจฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็มันโยงใยกับบางส่วนของตัวเราโดยไม่รู้ตัว

ทั้งหลายเหล่านี้…ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้เกาะเกี่ยว ปีนป่ายก้าวผ่านวันเวลามาเพื่อเดินทางต่อไปข้างหน้า

สุดท้าย…ถ้าหันมาพิจารณาในฐานะผู้ผลิตสื่อที่นำสารไปสู่คนอื่น

เราไม่อาจดูแคลนสิ่งเราทำได้ว่ามันจะไม่มีผลกับใคร โดยเฉพาะวันนี้ที่สถานการณ์ของสังคมซับซ้อนมากขึ้นและจะมากขึ้น ไม่ว่าเป็นเรื่องการบริโภค ค่านิยม การเมือง ความเชื่อ และการศึกษา

เราในฐานะคนทำงานด้านสื่อ ที่ไม่จำเป็นต้องเรียกตัวเองว่าสื่อมวลชน ก็คงจะเห็นแล้วว่า งานของเราจะไปเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง เราจึงไม่อาจละเลยได้เลยว่า สิ่งที่เราทำจะไม่มีผลอะไรต่อสังคม

วันนี้ผมแค่คิดว่า เราจะต้องตั้งแง่กับสิ่งเราทำ ไม่ปล่อยผ่านเลยไป

เคยมีคำพูดที่ว่า “หลอกคนอื่นได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้”

สำหรับวันนี้  ผมว่ามันอาจไม่จริง ผมว่าวันนี้ผมจะหลอกตัวเองก็น่าจะเป็นไปได้ เพียงแต่ว่า…มันจะเจ็บปวดมากเมื่อต้องยอมรับว่ามันไม่จริงในภายหลัง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: