TK stripe is my personal project that designed striped graphic
from letter T & letter K.
T&K came from my nickname (TiK) and my country
(Kingdom of Thailand).

I have designed these 2 letterforms in variety striped graphics.
In 2010, I’ve designed the first version for T-shirt Brand
and Mini car. Then I am developing the new version of
TK Stripe, will launch in early 2011.

TK Stripe by Santi Lawrachawee © 2010. All right reserved.
collaborated with Nattapol Rojjanaratanangkool.

TK stripe for MINI Clubman
(1 of 4 the official car of Bangkok Design Festival 2010)

TK Stripe for Designiti (T-shirt Brand)

^ ©2010. www.designiti.com

^ @ BDF2010 Grand Opening, Centralworld.

Bookmark and Share


“Silence is the ally of melodious sound”
My poster design invited by Indonesian Graphic Design Association (Adgi)
in collaboration with Bali Creative Community

To participate in joining in campaigning World Silent Day
movement through poster design.

The posters will be exhibited in Bangkok Art & Culture Center
conjunctioning with Bangkok Design Festival 2010 in 20-30 November,
Epiwalk Creative Fairground in Jakarta in November as well and
Bali Creative Festival in December.

ตีพิมพ์ในนิตยสาร Computer Arts เดือนกันยายน 2553

มกราคม 2553…
ในที่สุดสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ก็ได้นายกสมาคมฯ คนใหม่ที่ชื่อ โอภาส ลิมปิอังคนันต์ จากบริษัท ฟอนทอรี่ จำกัด
คุณโอภาสหรือที่ผมเรียกตามคุณสยาม อัตตริยะ ว่า “คุณฉี” ได้ทาบทามและรวบรวมผู้คนในวงการออกแบบกราฟิกและที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดตั้งคณะทำงานชุดใหม่เพื่อให้ไทยก้าได้เริ่มต้นก่อรูปก่อร่างอย่างจริงจัง วันนี้คณะทำงานมีบุคคลมากหน้าหลายตาขึ้น ภายใต้จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและส่งเสริมกิจกรรมที่ทำให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพการออกแบบกราฟิก ทำให้เกิดการยอมรับ สร้างชุดความรู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ

งานต่างๆ ในช่วงต้นเป็นงานที่นับเป็นของแสลงต่อนักออกแบบหลายคนรวมทั้งตัวผมเองด้วย นั่นคืองานเอกสาร การปรับข้อบังคับ จดทะเบียนรายชื่อกรรมการกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสมาคมฯ คุณโอภาสกลับดำเนินสิ่งเหล่านี้ได้อย่างแข็งขันและดูเป็นเรื่องง่ายสำหรับนายกคนใหม่ ไม่กี่เดือนผ่านไปของแสลงเหล่านี้ก็ถูกจัดการจนเรียบร้อย เบื้องต้นพวกเราพยายามจะสร้างบรรยากาศในวิชาชีพ ด้วยการสร้างกิจกรรมที่ตอบสนองจุดมุ่งหมายหลายๆ ด้านที่กล่าวมาในเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่อีกหลายๆ เรื่องที่น่าจะทำควบคู่ไปกับกิจกรรมทั้งหลาย

แรกเริ่มมีแผนการเตรียมโครงการ 3 โครงการในปลายปีนี้ เช่น “โครงการกราฟิก ดี100” ที่จะรวบรวมผลงานที่ดีเด่น 100 ชิ้นในแต่ละปี จัดเก็บเป็นฐานข้อมูลและเผยแพร่เป็นนิทรรศการและหนังสือรวบรวมผลงาน “โครงการ แอบบอก ออกแบบ” ที่ต้องการนำผลงานออกแบบกราฟิกเข้าไปแทรกอยู่ในพื้นที่สาธารณะต่างๆ ในลักษณะชักชวนให้เห็นบทบาทของมัน และ “โครงการฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย” ที่จะจัดเป็นปีที่ 2 แต่จะปรับเป็นลักษณะของงานประชุมทางความคิดเห็น ในหัวข้อ Somewhere Thai โดยแต่ละโครงการมีบริษัทออกแบบ 3 แห่ง ต่างเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการโดยจัดทีมงานกันตามอิสระ แต่เวลาและเงินทุนยังเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคณะทำงานชุดนี้เช่นกัน …
แม้ว่าแต่ละโครงการจะเริ่มหาสถานที่จัดงานได้ และเริ่มมีทุนสนับสนุนบางส่วน แต่ก็ยังอีกไกลจากงบประมาณที่ประเมินกันไว้…

พฤษภาคม 2553
หลังเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น คณะทำงานได้หารือและทบทวนกิจกรรมต่างๆ ที่ไทยก้ากำลังเตรียมงานกันอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นหมอง เราหลายคนคิดตรงกันว่าเราอยากทำอะไรซักอย่างต่อส่วนรวม ด้วยสิ่งที่เราพอทำได้ ส่วนรวมที่หมายถึงใครก็ได้ที่ต้องการความร่วมมือจากเรา มองเห็นว่างานออกแบบกราฟิกสามารถเข้าไปช่วยเหลืออะไรซักอย่างได้…

สัญลักษณ์ของโครงการ GRAFIX ออกแบบโดย Concious (2553)

Read More

 

Bookmark and Share


สันติ ลอรัชวี

พฤษภาคม 2553
เป็นหมุดปักทางความทรงจำอันใหม่ที่คนไทยส่วนใหญ่จะมีไว้ในหัวใจของตนเอง
อาจแตกต่างกันไปว่าแต่ละคนจะปักหมุดนั้นในมุมไหนและลึกลงไปเท่าใด…

หลังเหตุการณ์ตึงเครียดและสูญเสียคลี่คลายลง (อย่างน้อยก็ในเชิงสถานการณ์)
อาจสังเกตได้ชัดว่าเกิดกระแสความเคลื่อนไหวมากมายจากภาคส่วนต่างๆ
ของสังคมที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์แตกต่างกันไป แน่นอนว่าในแต่ละ
ความเคลื่อนไหวจะถูกใจและไม่ถูกใจผู้คนไปในขณะเดียวกัน ไม่เว้นแม้แต่
ความรู้สึกของผู้เขียนเองก็เป็นเช่นนั้น ที่มีหลายความเคลื่อนไหว
ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่อาจจะไม่จำเป็นหรือเป็นสิ่งที่ไม่ได้นำไปสู่แก่นแท้ของปัญหา

ในมุมหนึ่งของสังคม…
กลุ่มนักออกแบบกราฟิกที่เริ่มรวมตัวกันในนามสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย
(ThaiGa) มีความคิดที่อยากจะทำอะไรซักอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
จึงแสดงตัวออกมาในโครงการอาสาที่ชื่อว่า “GRAFIX” Design Thailand
(www.thaiga.or.th/grafix) ที่รวบรวมนักออกแบบกราฟิกอาสาสมัคร
เตรียมพร้อมสำหรับทำงานออกแบบให้กับภาคส่วนต่างๆ
ที่ต้องการความช่วยเหลือในงานสร้างสรรค์อันเกี่ยวเนื่องมาจากสถานการณ์

หลายคนอาจมองว่างานออกแบบอาจยังไม่จำเป็น…
หลายคนอาจมองว่าโครงการนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จ
ในแง่ของการเข้าถึงปัญหา…
หลายคนอาจมองว่าโครงการนี้เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์…
และเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่มีอีกหลายมุมมองต่อความเคลื่อนไหวนี้…

มุมมองข้างต้นน่าจะเป็นจริงได้ทุกข้อ…
ถ้าเรามองแยกว่างานออกแบบไม่ใช่เรื่องเดียวกับ
การใช้ชีวิตประจำวัน ความสำคัญและบทบาทของมันเองก็จะถูกลดทอน
คุณค่าลงจนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถช่วยไปมีหน้าที่ในการแก้ปัญหาต่างๆ
ที่เป็นเรื่องสำคัญได้ ซึ่งถ้ามันเป็นอย่างนั้น…
โครงการนี้ก็เห็นจะจริงที่เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์วิชาชีพเท่านั้น…

แต่สำหรับนักออกแบบกราฟิกหลายคนไม่ได้มองความเคลื่อนไหวนี้ในแง่ของ
ความสำเร็จเชิงโครงการเท่านั้น นักออกแบบกราฟิกเป็นวิชาชีพที่มักได้รับ
โจทย์เชิงพาณิชย์ที่เคร่งครัดในการทำงานเสมอ จนคนส่วนใหญ่ว่านั่นคือ
บทบาทหน้าที่ของเขา นักออกแบบกราฟิกไม่จะเป็นต้องมีเสียงของตนเอง
เราลิปซิงค์ด้วยลีลาที่สวยงามและสอดคล้องกับเพลงก็พอ
ทั้งๆ ที่ในความคิดของนักออกแบบกราฟิกแต่ละคนย่อมจะมีสิ่งที่พวกเขารู้สึก
มีความเห็น มีเนื้อหาเฉพาะตน ที่อยากแสดงออกและนำเสนอสู่สังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่บ้านเมืองของพวกเขาประสบกับปัญหา…

Read More

Bookmark and Share

Yes, we are left, we are right. ©2010. Santi Lawrachawee

A fabulous journey across Southeast Asia with only a piece of
paper to record the adventure. Artists Sandrine Llouquet (Vietnam),
Jason Wee (Singapore), Justin Lee (Singapore), Manjeet Shergill
(Singapore), Frances Alleblas (Singapore/Holland),
Santi Lawrachawee (Thailand), Florence Notte (Singapore/France),
Guy Duke (Singapore/UK), Therese Marie Emilyn Ng (Singapore)
capture SEA using print, charcoal, watercolour, pencil, ink, acrylic
and digital photography

Private View: Wednesday 12th May 5-9pm
@ Give Art, 65 Spottiswoode Park Road

Exhibition open Thursday 13th May – Saturday 15th May
from 12-8pm
(thereafter until 12th June, by appointment only – info@giveart.net)

Read More

Bookmark and Share


Wonderful Thai Friendship is the first art exhibition at WTF Gallery.
The show aims to introduce the exhibition space to the local
community and Bangkok people at large. The exhibition takes the
inspiration from a typical “summer show” in New York City,
where a diverse collection of artists and work is organized around
a theme — often playful or irreverent. Wonderful Thai Friendship
may be found in the commentary of the works themselves or from
the simple fact many of the creators and curator are indeed good
friends (or not!) Summer is a time to escape pressures and the
heat (from the weather or man-made.) WTF will be a cool oasis in
the city during these steamy months!

The exhibition features 13 artworks by 13 artists —
Thais or reside in Thailand, both established and up-and-coming.
The exhibition is comprised of varied contemporary media:
drawing, printmaking, mixed-media, video installation,
photography and performance.

All works are the artists’ signature pieces and handpicked
by Chattiya Nitpolprasert, the young Thai curator who co-curated
Thai Pavillion at Venice Biennale 2009.

ARTISTS

Amrit Chusuwan – Gene Kasidit – Imhathai Suwatthanasilp -
James Rupert – Krit Ngamsom – Kwanchai Lichaikul -
Landry Dunand – Michael Shaowanasai – Pisitakul Kuntalang -
Prateep Suthathongthai – Sakarin Krue-on -
Santi Lawrachawee – Sutee Kunavichayanont

DATE/TIME/VENUE

Opening Reception
Thursday 29 April 2010, 7pm

Wonderful Thai Friendship Exhibition
Exhibition on view from 29 April – 30 June 2010
Wednesday – Sunday, 1500-2200h
Read More

ผลงาน Paper Installation ที่ต่อยอดมาจากงาน Poster ที่เคยออกแบบ
ให้กับนิทรรศการ Show Me Thai ที่เคยไปแสดงที่ Museum of
Contemporary Art Tokyo เมื่อปี 2007 เป็นมุมมองที่มีต่อเรื่อง
ความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมที่แลกเปลี่ยนและส่งอิทธิพลซึ่งกันในระดับ
หน่วยย่อยและรายละเอียด จนท้ายที่สุดจึงเกิดภาพที่ชัดเจนขึ้น

การใช้ลักษณะเฉพาะของธงชาติไทยและญี่ปุ่นมาใช้ผสมผสานกันในโปสเตอร์
(วงกลมใหญ่ที่แบ่งเป็นแถบสีแนวนอน 5 แถบ)
ยังเป็นรูปแบบหลักในงานจัดวางครั้งนี้เช่นกัน แต่ต่างกันตรงแถบทั้ง 5
ถูกทำให้ต่างกันด้วยรายละเอียดที่สังเกตได้ยากขึ้น
พื้นผิวของกระดาษแต่ละวงถูกทำให้ต่างกัน จนทำให้วงกลมใหญ่สามารถ
แบ่งออกได้ 5 แถบเช่นเดิม เพียงแต่ผลงานชิ้นนี้กลับต้องการการสังเกต
มากขึ้นอีก จึงจะเห็นไทยในญี่ปุ่นได้…

Dimension: 2.52 X2.52 M.
Media: 4,076 Pieces of Embossed/Debossed Paper, Installation

Read More

Title: Giving
Size : 2 x 2 x 2 m.
Technique : multiple wooden boxes
Year : 2009/2010

Venue : Siam Paragon, Bangkok / UD Town, Udonthani
This work was produced for True Corporation’s Project. Oraganized by CM Organizer.

Concept : This box is inspired by the idea of giving for no limit. The donation box is usually in cubic form with a small hole on top. However, the artist thinks about the giving in multiple angles and here comes the box that can be accessed from all directions with “+” holes on every surfaces. All people can therefore come to this box and donate no matter how big or small they are.

The “+” mark represents things in positive ways. In addition, the colors of the box gives the idea of festive and happiness.

(See Images Click more…)

Read More

เรื่อง > จิราภรณ์ วิหวา, ศิวะภาค เจียรวนาลี

สังคมออกแบบได้ในมุมมองของนักออกแบบกราฟิกไทยชื่อสันติ ลอรัชวี

สันติ ลอรัชวีเป็นกราฟิกดีไซเนอร์
เส้นทางของเขาไม่ต่างจากนักออกแบบในแวดวงเดียวกันส่วนใหญ่ เรียนจบ ทำงานประจำ รับงานฟรีแลนซ์ ผันตัวเองไปเป็นอาจารย์ประจำ ผันตัวเองกลับมาเป็นอาจารย์พิเศษ เปิดบริษัท ขลุกอยู่กับการทำงานเชิงพาณิชย์ หมุนเวียนอยู่กับธุรกิจออกแบบสื่อสาร คลุกคลีอยู่กับงานเชิงสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นสร้าง cooperate identity ให้หน่วยงาน ออกแบบโลโก้ให้องค์กร และอื่นๆ อีกมากมายที่ใช้วิธีคิดทางฟังก์ชันบวกกับรสนิยมทางศิลปะในการสร้างสรรค์ผลงาน ฯลฯ

แต่ถ้ามองผ่านภาพใหญ่ที่คลุมอยู่ สันติเป็นดีไซเนอร์นักเคลื่อนไหว เขาจัดแจงให้เกิดความร่วมมือกับ Art Directors Club จัดส่งนักศึกษาเข้าร่วมประกวด ADC Young Guns (การประกวดผลงานกราฟิกดีไซน์ระดับนักศึกษาจากทั่วโลก) จนมีการนำเข้า exhibition ระดับโลกให้คนไทยได้ดูตั้งแต่ 10 ปีก่อน ผลักดันให้เกิดงานสัมมนาของคนในวงการดีไซน์ และพยายามขยายฐานความเข้าใจให้สังคมเห็นว่ากราฟิกดีไซเนอร์ทำอะไรได้มากกว่าเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ให้ลูกค้าเพียงอย่างเดียว

นอกเหนือจากนั้น เรายังเห็นนักออกแบบอย่างเขาในบทบาทที่แตกต่างไป เช่นการเป็นผู้กำกับงานออกแบบสื่อสารให้กับนิทรรศการ Show Me Thai ที่จัดแสดง ณ Museum of Contemporary Art โตเกียว, นิทรรศการ Talk About Love ณ หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เลยรวมไปถึงการจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองทั้งในแกลเลอรี่และพื้นที่สาธารณะในนิทรรศการ “ไม่อาจจะใช่” (Yes, I am not) และ Yes, we are not ว่าด้วยวาทกรรมทางสังคมที่เขามองเห็น

ยังไม่หมดแค่นั้น เขารวบรวมเพื่อนดีไซเนอร์ทั้งหน้าใหม่และรุ่นใหญ่ออกแบบโปสเตอร์และจัดแสดงในนิทรรศการ Design (Alone) cannot change (everything) วิพากษ์แนวคิดทางการตลาดที่รังแต่จะเอางานดีไซน์เพื่อขายความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยไม่สนใจว่าจะได้ผลลัพธ์หรือเพิ่มภาระให้โลกอย่างไร

ล่าสุด เขาและแพรคทิเคิล สตูดิโอชักชวนเพื่อนร่วมอาชีพแสดงตัวผ่านโครงการ I am a Thai Graphic Designer เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบ และนักอยากออกแบบส่งผลงานที่ใช้เครื่องมือของงานกราฟิกดีไซน์ ประกาศตัวว่าเป็นนักออกแบบกราฟิกไทยในรูปแบบใดๆ ก็ได้เพื่อลงในเว็บไซต์ iamathaigraphicdesigner.com ตีพิมพ์ในวารสาร และจัดนิทรรศการเล็กๆ ในพื้นที่สาธารณะ แต่โครงการเล็กๆ ที่ไม่คาดหวังจำนวนใหญ่นี้ กลับได้รับชิ้นงานกว่า 1,100 ชิ้น และดูเหมือนจะยังทยอยมาเรื่อยๆ หากไม่ประกาศหยุดรับผลงาน และเพิ่งแสดงงานในนิทรรศการชื่อเดียวกัน (ที่ใหญ่โตกว่าที่คิดไว้) เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

คิดใหม่, หากเดาว่าบทสัมภาษณ์นี้กำลังจะคุยกันเรื่องโลกของการดีไซน์ในแวดวงเก๋ไก๋ รสนิยมของคุณเป็นอย่างไร คุณมีแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานจากที่ไหน ผลงานการออกแบบระดับโลกชิ้นไหนทรงอิทธิพลที่สุด ฯลฯ

เราจะคุยกันเรื่องสังคมล้วนๆ เชิญชวนให้อ่านตามอัธยาศัย

Read More

Article from Catalogue of I am a Thai Graphic Designer™ Exhibition

.

Santi Lawrachawee Smallsize

.

หลายคนคงตั้งคำถามว่าการที่คนกลุ่มหนึ่งออกมาบอกต่อสังคมว่า
พวกเขาเป็นใครนั้น… พวกเขาทำไปเพื่ออะไร แล้วจะมาบอกกล่าวกันทำไม
ทั้งทั้งที่คนจำนวนไม่น้อยก็รู้อยู่แล้วว่ามีอาชีพนี้อยู่ในสังคม

โครงการนี้เริ่มต้นจากสังคมเล็กๆ ในสำนักงานออกแบบแห่งหนึ่ง ที่ชักชวนกันในวง
แคบๆ แสดงสถานะบางอย่างออกไปบนพื้นที่สาธารณะออนไลน์ ด้วยมุมมองเล็กๆ

ที่เกิดมาจากการประกอบวิชาชีพและแวดวงการเรียนการสอน เรามองร่วมกันว่า

นอกเหนือจากบทบาทที่ให้บริการงานออกแบบเพื่อเลี้ยงชีพอยู่นั้น ยังมีพื้นที่อื่นๆ

ในสังคมที่นักออกแบบกราฟิกสามารถมีส่วนร่วมและสร้างประโยชน์ให้กับ

พื้นที่นั้นๆ ได้อีก

บ่อยครั้งที่เรารับหน้าที่เป็นผู้คอยรับใช้ในการนำเสนอข้อสรุปจากนโยบายบริหาร

จนทำให้เรายึดถือเป็นสถานะที่แท้จริงของเรา แล้วก็บ่อยครั้งที่เราพบว่าเรามักจะถูก

จำกัดคุณภาพของผลงานจากข้อสรุปหรือพวกเราเรียกมันให้ดูดีว่าโจทย์

จึงทำให้หลายครั้งที่เราคิดว่าคงจะดีไม่น้อย
ถ้าเรามีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นต่อโจทย์นั้นๆ

ดังนั้นการชูป้ายของเราในกลุ่มเล็กผ่านสังคมออนไลน์ จึงเป็นเพียงแค่การแสดงออก

ไปว่า“ ‘ฉันคือใคร’ ‘ฉันทำอาชีพอะไรและฉันมีท่าทีอย่างไรกับสิ่งที่ฉันทำ’ ”

โดยคาดหวังการตอบสนองเพียงแค่ให้คนที่เห็น รับรู้ถึงการดำรงอยู่และมีท่าทีกับมัน

ดังนั้นท่าทีของแต่ละคนที่พบเห็นการแสดงออกของพวกเราย่อมแตกต่างระดับกัน
ตั้งแต่การมองผ่านเลย การมองเป็นเรื่องสนุกขำขัน การตั้งคำถาม และการให้ร่วมมือ

แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการพบเห็นการแสดงออกเหล่านี้ในเบื้องต้นผ่านคนไม่กี่คน
ย่อมมีความแตกต่างทั้งเนื้อหาและพลังในการสื่อสาร

เมื่อเทียบกับความร่วมมือจำนวนมากผ่านเว็บไซต์และสื่อสิ่งพิมพ์ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

ผลงานที่ส่งเข้าร่วมมีมากกว่า 1,000 ผลงาน ท่าทีต่างๆ ที่ตอบสนองเข้ามานั้น
หลากหลายมากจนเราในฐานะกลุ่มคนเริ่มต้นก็ไม่สามารถตอบแทนทุกๆ คนได้ว่า
แต่ละคนต้องการนำเสนออะไร เรารู้แต่เพียงว่าการเข้าร่วมที่มากขึ้นเรื่อยๆ นั้น
ทำให้ความหมายนั้นกว้างและคลุมเครือตามไปด้วย กิจกรรมนี้กำลังเติบโตด้วย

ตัวมันเองและมีพลังอย่างมากในการสื่อสารที่เป็นปัจเจกภายใต้เงื่อนไขร่วมกัน

ถ้าลองวิเคราะห์ผลงานทั้งหมดเราอาจจะพบเนื้อหาที่หลากหลาย เช่น
การแสดงตัวตนอย่างเข้มแข็งถึงความเป็นนักออกแบบ,

การนำเสนอเอกลักษณ์ของกราฟิกแบบไทยและแบบไทยๆ,
การนำเสนอปัญหาหรือข้ออึดอัดในการเป็นนักออกแบบกราฟิก,

การแสดงจุดยืนในการเป็นนักออกแบบ,
การแสดงความสัมพันธ์กับนักออกแบบหรืองานออกแบบ, การแสดงความฝันหรือ

จุดมุ่งหมายที่จะประกอบอาชีพ, การแสดงบุคลิกเฉพาะ,
การมุ่งเสนอคุณภาพความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบ,

การแสดงบทบาทผู้ชื่นชมหรือสนับสนุน, การร่วมสนุก ฯลฯ

การแสดงออกที่หลากหลายเหล่านี้ จะปรากฏสู่สาธารณะอีกครั้งในรูปแบบ

นิทรรศการและเป็นพื้นที่สาธารณะจริงๆ พื้นที่ในศูนย์การค้าใจกลางเมืองจะมี

นักออกแบบกราฟิกพันคนมารวมตัวกันเพื่อนำเสนอว่า

“ ‘ฉันคือใคร’ ‘ฉันทำอาชีพอะไร’ และ ฉันมีท่าทีอย่างไรกับสิ่งที่ฉันทำ’ ”

ซึ่งเนื้อหาและวิธีการของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป

และเมื่อสังคม” (รวมนักออกแบบกราฟิกกันเองด้วย) ได้รับรู้แล้วว่า
“ ‘
เราคือใคร’ ‘เราทำอาชีพอะไรและเรามีท่าทีอย่างไรกับสิ่งที่เราทำ’ ”

จากนั้นสังคมจะมีท่าทีอย่างไรกับนักออกแบบกราฟิกและงานออกแบบกราฟิก

เพราะในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม วิชาชีพนี้ทำได้ตั้งแต่ร่วมคิดนโยบายจนถึง

การรับใช้ข้อสรุปของนโยบายนั้น ขึ้นอยู่กับว่า

สังคมเห็นคุณค่าและศักยภาพหรือไม่?” ถ้าคำตอบคือเห็นก็จะถามต่อว่า

สังคมใช้ประโยชน์จากศักยภาพนั้นได้คุ้ม(คุณ)ค่าหรือไม่”…
จากนั้นคงเป็นเรื่องของเราทุกคน.

English

Read More

Santi’s public typographic installation
at Fairground, Bangkok Art and Culture Centre
Bangkok Bananas, Art & Culture Festival
Organized by Office of Contemporary Art and Culture, Ministry of Culture
Approx. Dimension : W 390 cm. x L 1,800 cm. x H 220 cm.
30 April – 10 May 2009

img_0201

overview from BTS Skywalk (National Stadium Station)

img_0188

overview from 5th floor of Bangkok Art and Culture Centre

img_0206

viewing point at BTS Skywalk (in front of BACC Building)

img_0216

inside the installation

r0019736

Finished Installation, 2 days before show.

kaonok_oooknai

Sketch

ตีพิมพ์ในนิตยสาร Computer Arts ฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒
และเผยแพร่ใน www.anuthin.org

บทความนี้เดิมทีตั้งใจจะเขียนถึงสัญลักษณ์ของสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย
ที่เริ่มเผยแพร่ให้เห็นกันแล้ว แต่พอเริ่มเรียบเรียงความคิดที่จะเขียน
กลับกลายเป็นว่า…วัตถุดิบในสมองผมมีแต่ข้อมูลที่เป็นเรื่องแวดล้อมของ
สัญลักษณ์ตัวนี้ ผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นในลักษณะจดหมายเหตุเพื่อบันทึก
เรื่องราวหนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ..
ที่ในอนาคต…อาจจะสำคัญหรือไม่ …ผมไม่อาจทราบได้
อีกทั้งพยายามจะหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์และวิพากษ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เรื่องราวถูกนำเสนออย่างที่มันเป็น…

เริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ (2552) ที่ผ่านมา
ได้มีโอกาสร่วมรับประทานอาหารกับคุณวิสุทธิ์ มณีรัชตวรรณ
นายกสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย, คุณสำเร็จ จารุอมรจิต
แห่ง วี อาร์ ทู สตาร์ดัส พร้อมกับคุณวิเชียร โต๋ว และคุณสยาม อัตตริยะ
แห่งคัลเลอร์ ปาร์ตี้ ซึ่งทุกท่านล้วนแต่เป็นกรรมการและเป็นกำลังสำคัญ
ในการก่อตั้งสมาคมฯ นี้ขึ้นมาหลายปีแล้ว

ในวันนั้น…บทสนทนาส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่อง
การดำเนินการของสมาคมฯ ซึ่งหลายๆ คนคงทราบว่ามีสมาคมนี้เกิดขึ้น
เมื่อหลายปีก่อน แต่อีกหลายๆ คนก็ไม่ทราบว่ามีการจัดตั้งสมาคมฯ กันขึ้นแล้ว
ทั้งสี่ท่านที่ร่วมสนทนามีความตั้งใจอย่างมากในการที่จะให้สมาคมฯ
เริ่มที่จะมีความเคลื่อนไหวและจัดกิจกรรมออกสู่สาธารณะ
และเพื่อให้สมาคมฯ ได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น อย่างน้อยก็จะทำให้
นักออกแบบกราฟิก(ไทย) ได้รับรู้โดยทั่วกันว่าเรามีสมาคมทางวิชาชีพ
และก็เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

ผมได้ถูกชักชวนให้มาได้ร่วมสนทนาโดยพี่วิเชียร โต๋ว และคุณสยาม อัตตริยะ
ด้วยความที่เคยจัดกิจกรรมทางการออกแบบกราฟิกมาบ้าง ทั้งสองจึงเห็นว่า
ผมน่าจะได้มีโอกาสมาร่วมพูดคุยและแสดงความคิดเห็น
การสนทนาในวันนั้นได้ข้อสรุปบางอย่างที่ทำเกิดการดำเนินการได้ทันที
ซึ่งผมคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีทีเดียว… นั่นคือ ทางสมาคมฯ
จะเริ่มเปิดรับสมาชิกทั่วไป โดยยังไม่จำกัดคุณสมบัติที่เฉพาะเจาะจงและ
ยังไม่มีการเก็บค่าสมัครใดๆ หมายถึงรวมทั้งนักศึกษา คณาจารย์
นักออกแบบเรขศิลป์และผู้ประกอบกิจการที่สัมพันธ์กันกับงานออกแบบ
เรขศิลป์

ในความเห็นของผมแล้ว นั่นเท่ากับสมาคมฯ เองจะมีโอกาสได้สำรวจสมาชิก
ของสมาคมฯ เองว่าเป็นใครมาจากไหนบ้าง เพราะนอกจากสมาคมฯ
จะมีสมาชิกมากขึ้นแล้ว ในอนาคต…สมาคมฯ ยังสามารถสร้างสรรค์กิจกรรม
ได้สอดคล้องกับสมาชิก (ที่น่าจะหลากหลาย)ได้อีกด้วย ส่วนอีกเรื่องที่เป็น
ข้อสรุปก็คือการจัดเตรียมช่องทางการสื่อสารกับสมาชิกและประชาชนทั่วไป
โดยจะเริ่มจากการทำเว็บไซต์ของสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย
โดยทั้ง 2 ภารกิจจะทำให้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2552 นี้

ผมกลับจากวงสนทนาด้วยภารกิจที่ได้รับปากไว้ในเรื่องการหาสมาชิก
ให้ทางสมาคมฯ เนื่องจากผมและแพรคทิเคิล ดีไซน์ สตูดิโอ กำลังเตรียมจัด
กิจกรรมที่ชื่อว่า “ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย
(I am a Thai graphic designer™) ”
จึงคิดว่าน่าจะเป็นช่องทางในการสื่อสารกับเพื่อนๆ นักออกแบบให้ทราบ
เรื่องนี้ไปด้วยกันได้ จากการพูดคุยเพิ่งทราบว่าสมาคมฯ เองยังไม่มีสัญลักษณ์
อย่างเป็นทางการของสมาคมฯ มีแต่สัญลักษณ์ชั่วคราวที่เป็นแบบเรียบง่ายใช้กัน
ในวงแคบๆ ส่วนแบบที่เป็นทางการยังไม่ได้สรุปกัน…
จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยแปลกใจนักที่ทางสมาคมฯ ยังไม่ได้สรุปเกี่ยวกับเรื่องโลโก้
ทั้งๆ ที่คราคร่ำไปด้วยนักออกแบบโลโก้
เพราะนั่นแหละที่ยาก…ว่าใครควรจะเป็นคนทำหรือควรจะเลือกแบบของใครดี…
อีกเหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะอาจจะยังไม่มีกิจกรรมที่จะต้องใช้
จึงยังไม่ได้สรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ (ผมเดาเอาเองทั้ง 2 เหตุผล)
แต่ผมเองจะต้องเริ่มดำเนินการจัดหาสมาชิกแล้ว ผมจึงต้องการสัญลักษณ์
ที่เป็นทางการของสมาคมฯ เพื่อเผยแพร่ผ่านใบสมัครและเว็บไซต์
จึงได้ปรึกษาพี่วิเชียรว่าจะหาใครซักคนมาทำ
ซึ่งตอนนั้นผมก็เสนอคุณอนุทิน วงศ์สรรคกร ที่มีความเชี่ยวชาญทาง
การออกแบบตัวอักษรร่วมสมัย ด้วยเหตุผลที่ว่าแบบสัญลักษณ์ชั่วคราว
เป็นแบบโลโก้ไทป์ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้
คุณอนุทินจึงน่าจะเหมาะกับงานนี้ ซึ่งพี่วิเชียรก็เห็นด้วยกับความคิดนี้

คุณอนุทินตอบรับที่จะออกแบบให้และส่งผลงานมาให้ทางอีเมล์
หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์
โดยคุณอนุทินให้แนวคิดกับโลโก้ไทป์ของสมาคมฯ ไว้ดังนี้ครับ…

“ ผม (อนุทิน) เห็นด้วยในการทำให้โลโก้ไทป์นี้ออกไปในแนว typesetting
เพื่อให้ไม่แฟชั่นมาก เพราะมันจะดูเป็นองค์กรมีความน่าเชื่อถือกว่า
ผมเลยเขียนตัวอักษรขึ้นมาใหม่หมด พวกพับพวกตัดเฉียงผมเอามาใส่
เพื่อให้มันขับบุคลิกเฉพาะมากขึ้น แต่ได้ไล่เส้นมาอย่างดี
เส้นเฉียงมันทำให้เกิดการเห็นเป็นมิติมากขึ้นในโลโก้ที่เป็นสองมิติ
เป็นเรื่องของ visual perception พื้นฐานกราฟิกล้วนๆ
ซึ่งผมว่าลูกเล่นง่ายๆ อย่าง figure & ground แบบนี้
มันก็ foundation ดี แล้วก็เหมาะสมกับความเป็น institution
ของ ThaiGa เพราะผมเห็นว่ามันเป็นไทยได้แบบไม่ต้องเลื้อยไปมา
มันดูไทยร่วมสมัย ดูผ่านการปฎิวัติอุตสาหกรรมมาแล้วในมุมจากที่ผมเห็น
ไม่ใช่ข้ามไปหยิบไทยในอดีตมาแปะลงไปบนไทป์สมัยใหม่
(แปะกนกลงไปอะไรแบบนั้น)

ส่วนเรื่องสีพยายามเลี่ยงคู่ที่ใกล้ที่สุดกับที่เลือกมาแต่แรก
(แบบสัญลักษณ์ชั่วคราวใช้สีส้มและดำ) แต่ยังเก็บความตั้งใจแรกเริ่มไว้
คือสองสีตัดกัน ผมเลี่ยงดำไปใช้สีนำ้ตาลเข้มๆ มันดูแนวๆสีมังคุดหรือ
พวกสีเสาไม้สักของบ้านไทย อีกอย่างที่ทำให้ผมนึกถึงคือ มะขาม
ซึ่งผมว่าไทยมากเลย ส่วนสีส้มผมปรับให้มันออกฝุ่นๆนิดหน่อย  
เพราะสีไทยยิ่งพวกจิตรกรรมฝาผนัง มันจะออกแนวฝุ่นๆหน่อย
พยายามให้จิตใต้สำนึกเราเอาไปลิ้งค์กับจีวรพระนิดๆ
คือไปลิ้งค์เองในชั้นนั้นไม่ต้องลิ้งค์กันเห็นๆ
โดยรวมคือตั้งใจให้เป็นแบบนั้นครับ…”

แนวคิดในการออกแบบสัญลักษณ์ของคุณอนุทินข้างต้น
ก็ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องเขียนถึงในเชิงวิเคราะห์ให้มากความ
เพราะจากถ้อยคำดังกล่าวก็ทำให้เข้าใจได้ถึงที่มา ทั้งในแง่ของ
ไวยกรณ์ทางกราฟิกและการใช้สัญญะผ่านการออกแบบตัวอักษร…
อีกประเด็นที่พอจะเพิ่มเติมก็คือ คุณอนุทินยังเสนอเรื่องตัวอักษรย่อ
ภาษาอังกฤษในแง่การใช้ตัวพิมพ์ใหญ่กับตัว ‘T’ และตัว ‘G’
ให้สอดคล้องกับการออกเสียง “ไทยก้า” จึงสรุปการย่อตัวอักษรเป็น
“ThaiGa” อย่างที่เห็นกันนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว… สมาคมฯ ก็ได้สัญลักษณ์อย่างเป็นทางการทั้ง
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างที่ผ่านตาหลายๆ คนไปแล้ว
แล้วเริ่มถูกนำไปใช้ในหลายโอกาสตามลำดับ…

นอกเหนือจากการมีคนหน้าใหม่อย่างผม อย่างคุณอนุทินและ
อีกหลายคนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมนั้น ยังต้องกล่าวถึงหลายๆ
สำนักงานออกแบบที่ให้ความร่วมมือในด้านต่างๆ
มีการระดมทุนเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น
มีเสียงสะท้อนเกี่ยวกับสมาคมฯ มากขึ้น “อ้าว! มีสมาคมนี้ด้วยหรือ”
“ยังมีอยู่อีกเหรอ” “สมัครเป็นสมาชิกแล้วได้อะไร?”
เว็บไซต์หลายแห่งมีบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น เป็นต้น
ไม่ว่าเสียงสะท้อนจะดังว่าอย่างไร
แต่การสะท้อนกลับอาจแปลได้ว่าสารได้กระทบไปที่ผู้รับสารแล้ว
นั่นอาจหมายถึงเกิดการรับรู้ในการมีอยู่ของสมาคมฯ

จากวันนั้นถึงวันนี้ สมาชิกนักออกแบบเรขศิลป์กว่าพันคนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งจากช่องทางเว็บไซต์ www.iamathaigraphicdesigner.com
และใบสมัครที่บริษัท แอนทาลิส (ประเทศไทย) จำกัด
ช่วยจัดพิมพ์ให้ฟรีแถมยังให้พนักงานขายของบริษัทนำไปส่งให้ถึง
มือนักออกแบบตามบริษัทต่างๆ เลยทีเดียว
เป็นภาพสะท้อนถึงความร่วมมือเล็กๆ ดังกล่าวที่เสมือนก้าวย่าง
ที่มีการตอบรับกลับอย่างมีความหวัง

แน่นอนว่ายังวัดผลอะไรไม่ได้ อีกทั้งยังไม่สามารถเรียกว่า
การเริ่มต้นได้ด้วยซ้ำ แต่การร่วมมือที่จะทำอะไรซักอย่าง
ในนามสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ได้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว…
จะเป็นอย่างไรต่อไป…
คงขึ้นอยู่ที่แนวร่วมเดิมยังเดินหน้าต่อไปหรือไม่…
แนวร่วมใหม่จะเข้ามาหนุนหรือไม่…
ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป…

สันติ ลอรัชวี

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.